18 June 2013
เปรียบเทียบ Ducati M795 และ ER-6N หรือ รถญี่ปุ่น
blog นี้คงไม่เกี่ยวกับเรื่องคอมฯ เต็มๆ แต่ก็เขียนไว้ เผื่อใครมา search เจอ แล้วตัวเองจะได้บันทึก เอาไว้ด้วย และ ประสบการณ์ส่วนตัวผมไม่เคยขี่ Superbike มาก่อน ถ้าขี่คงแค่แป๊บเดียว หรือ แม้แต่ ER-6N
ปัจจุบันผมได้ถอยเจ้า Ducati M795 ออกมา เป็นรถใช้งานครับ ขับไปกลับลาดกระบัง และ มธ.รังสิต
ทำไมถึงต้องใช้มอเตอร์ไซด์ รถยนต์ไม่ดีกว่าเหรอ ?
ตอบ: มันเป็นความชอบแต่เด็กแล้วครับ และ ผมเองก็เป็นคนนึงที่ชอบความเร็ว คิดในใจอยากจะมีรถแบบนี้ไว้ขับไว้ขี่สักคัน และ ต้องการที่จะขับขี่ท่องเที่ยวไป และ ผมเองก็ตัวคนเดียว และ ขับรถยนต์ไม่เป็น
โดยมีทั้งที่เป็นข้อแม้ และ ไม่เป็นข้อแม้ดังนี้
- ทางบ้านไมอนุญาติครับ เพราะ ผมประสบอุบัติเหตุบ่อย ทางบ้านจึงเป็นห่วง ไม่อยากให้ขับมอเตอร์ไซด์ เกรงจะเป็นอันตราย แต่พอพ่อผมเห็นรถแล้วก็เบาใจลง รวมถึงเราก็เอาเสื้อแจ็คเก็ต เกราะให้ท่านดู ท่านก็เบาใจขึ้น
- ที่รักผม ไม่ได้ว่าครับ เพราะเขาเองก็มีรถอยู่แล้ว
ทำไมถึงเลือกเอา Ducatiตอบ. ตอนที่ "เริ่มมีความคิด" ที่อยากจะถอย SuperBike มาขี่ Ducati เป็นตัวเลือกสุดท้ายครับ เหตุผลหลักเลยเพราะ เรื่อง ราคา แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจ เลือก Ducati
- เพราะมันคือ Ducati
- ขนาดของรถ ( ความจุกระบอกสูบ )
- ราคา
ยอมรับครับ ว่าไม่ได้มีเงินจำนวนมาก คอยสนับสนุนในการใช้งาน หมายถึง ค่าบำรุงรักษา , ค่าของแต่ มากนัก แต่ เพราะเหตุผลอะไร มาดูกันต่อ
ตอนเลือกรถคิดไหมว่าเอาไปใช้ทำอะไรตอบ ครับ สิ่งแรกที่ผมคิด และ ออกแบบโจทย์เอาไว้ คือ
- เป็นรถซื้อมาแล้วเป็นรถใช้งาน รถคันนี้ผมซื้อมา คือ ขับทุกวัน ไม่ใช่ นานๆ ขับ หรือ อาทิตย์นึงขับครั้งนึง
ผมเองต้องการรถคันนี้มาใช้งาน หมายถึง ไปๆ มาๆ ในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด เพราะค่า Taxi หรือ ค่าเดินทางที่ผมใช้ ต่อเดือน หลายพัน อยู่เหมือนกัน - กลับบ้านเดือนละครั้ง ที่ จังหวัดลำพูน
ผมตั้ง KPI สำหรับตัวผมเอง ตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้วว่า จะกลับบ้านต่างจังหวัด เดือนละครั้ง - ตองสามารถ จดทะเบียนได้ หมายถึง มีเล่มทะเบียน จริง ๆ
สิ้นเดือน ตุลาคม 2555 รถสรรพสามิต จะไม่สามารถจดทะเบียนได้แล้ว จริงๆ พอดีไดเห็นเอกสารตัวจริง ที่เป็นคำสั่งลงมาแล้ว ผมจึงไมอยากเสี่ยงที่จะ ซื้อสรรพสามิตไปแล้ว รอจด - กำลังรถต้องมีมากพอ เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับการเดินทางไกลๆ และ เป็นระยะเวลาที่ติดต่อกันได้ นานๆ
ผมเคยใช้รถขนาด 125cc. กลับที่จังหวัด ลำพูนมาแล้ว ทำให้รู้เลยว่า ถ้าจะเดินทางไกล และ การขับติดต่อกัน นานๆ มันไม่ไหวจริงๆ กับ รถขนาดนั้น - ต้องเป็นพาหนะที่พาผมไปได้เกือบทุกที่ ที่อยากไป
ผมเองไปที่ไหนมักไม่เป็นที และ มักจะไม่ใช่จุดที่รถโดยสาร หรือ คนไปกันเป็นจำนวนมาก พาหะนะส่วนตัวจะเหมาะที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละครั้ง บางที เหยียบ 2,000 บาท สำหรับบางระยะทาง ซึ่งถือว่าสูงมาก สำหรับการเดินทาง ข้ามอำเภอในบางจังหวัด - ผมไม่ขับเร็วมาก
ส่วนตัวผมเป้นคนชอบความเร็ว รอดตายมาได้ หลายครั้ง ก็ดีแล้ว ขับพอแต่สบายๆ ไม่ต้องลุ้นมาก

ไม่เคยขี่ SuperBike มาก่อนไม่กลัว หรือ จะใช้เวลาปรับตัวกับรถใหม่ได้หรือ ?ตอบ. ก็ขี่ตามปกติครับ มีต้องปรับบ้าง กับ น้ำหนักรถ และ การคอนโทรลรถ เป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นหลัก เรื่องความเร็ว เป็นเรื่องรอง เพราะส่วนตัวคิดว่า โดยพื้นฐานการขับขี่ไม่ดีแล้ว จะความเร็วเท่าไหร่ก็เหมือนกัน
แต่ ถ้ารู้จักรถคอนโทรลได้ดี จะมีประโยชน์ ตอนขับรถด้วยความเร็วที่สูง และ จุดคับขัน หรือ เหตุการณ์คับขันทีเกิดขึ้น ทักษะที่พัฒนาจนกลายเป็นสัญชาติญาณ หรือ ความเคยชิน จะช่วยได้มากครับ ซึ่งผมเองก็ยังทำได้ไม่ดีพอ
ผมอยากจะปรับเปลี่ยน การขี่รถโดยอาศัยความกล้า เป็นหลัก เป็นใช้ทักษะพื้นฐานที่ถูกต้องให้มากกว่าแทน ซึ่งอยากที่ได้บอกไป พยายามหัดอยู่ครับ
ที่หวาดกลว ณ วันนี้ ณ จุดที่ยังไม่ได้ติดตั้ง frame slider ( กันล้ม ) คือ แฉลบ ค่าสีีทำที 20,000 - 30,000 บาท กลัวเสียเงินมากกว่าครับ ^_^
ER-6N ไม่ดีหรือ ถูกกว่าด้วย มี ข้อเปรียบเทียบอะไรไหม หรือ เพราะมันเป็นรถญี่ปุ่น คุณเลยไม่ชอบ ?ตอบ. ER-6N เป็นรุ่นแรกที่ผมเล็งครับ ด้วยราคาและประสิทธิภาพ แต่ ด้วยโจทย์ใช้งานที่ผมมี 600cc. กับการทำแบบนั้น บ่อยๆ "อาจ" ทำให้เครื่องกลับบ้านเก่าก่อนเวลาอันควรได้ ผมเลยเลือก รถที่มีความจุกระบอกสูบ สูงกว่าแทน ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าออกกำลังน้อยกว่า น่าจะช่วยทำให้ลดการโทรม ลงไปได้มากกว่า
ค่าบำรุงรักษาแพงมากไหมตอบ แพงครับ รัน In check ทีแรกจะหมดประมาณ 3 - 4 พันบาท จริงๆ มี อูซ่อมรถ Big-Bike เจ้าของ Service มาหลายคันแล้ว อยู่แถวแยกศรีนครินทร์ ก่อนถึงตึก Modern-Form
ค่าบำรุงรักษาเตรียมคิดไว้ล่วงหน้าเลยครับ กิโลเมตรละบาท เพราะที่ 24,000Km. ต้องจ่ายประมาณหมื่นกว่าบาท เกือบสองหมื่น ทางศูนย์ฯ แจ้งรายการเปลี่ยน คือ
- สายพาน Timing belt อันนี้ต้องจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะอายุมันคือ 30,000Km.
- ลุกรอกสายพาน
อย่างไรก้ตามสอบถาม อู่ข้างนอกก็ตอบว่าส่วนมากจะเปลี่ยนที่ 100,000Km. ผมเองเลยตกลงขอเปลี่ยนแค่สายพานกับศูนย์ ฯ โดยไม่ขอเปลี่ยนลูกรอก โดยตกลงกันทีว่า หากเกิดอะไรขึ้นไม่รับประกัน
การขี่ไม่รีดคลัทช์บ่อย ตอนนี้ที่ผมา Update ก็วิ่งมาได้ 34,000Km. ยังไม่ได้เปลี่ยนเลยครับ
ผ้าเบรค "ข้างละ" 3,900 บาท / ราคาเมื่อ เม.ษ. 2556 ถามว่าแพงไหม ตอบว่า ควรเปลียนใชครับ ผมใช้ผ้าเบรค ร้านข้างนอกวิ่งไปซื้อมาให้ 1,200บาท ต่อข้าง ผลที่ได้ เบรคไม่อยู่ครับ แต่.. ต้องเบรคหนักจริงๆ แล้วกดแช่ นะครับ ผ้าเบรคติดรถมาหนึบกว่าครับ คนละเรื่อง เรียกได้ว่า ผมไม่กล้าขับเร็ว หรือ กระชากเหมือนเดิม เลย ถ้าขับแบบไปเรื่อยๆ ไม่เห็นผลครับ ต่อเมื่อเข้าโหมด Aggressive นั่นแหละครับ เห็นผล แต่อย่าเสี่ยงเลยดีกว่าครับ โอกาสเดี้ยงมีสูง
ซื้อรถมาควรจะเปลี่ยนอะไรบ้าง
ตอบ เท่าที่ใช้รถมา และ ลองเปลี่ยนรถขับดู จริงๆ ถ้าเปลียนได้ ( มีตังค์ ) ควรเปลี่ยน โช๊ค ( Suspension ) ทั้งหน้าและหลัง และ ยาง ถ้ามี กันสะบัดได้ ยิ่งดีครับ
บางท่านอาจบอกไม่จำเป็น ใช่ครับไม่จำเป็น แต่สิ่งทีเราเปลี่ยน ไปสิ่งที่ได้กลับคืนมา คือ ความนิ่งของรถ ถ้ารถนิ่งหรือออกอาการน้อยที่สุด หมายความว่า เราก็จะควบคุม รถได้ดี และ มั่นใจมากขึ้น การอยู่เหนือการควบคุมรถ ก็เป็นไปได้ง่ายมากขึ้น แรกๆ ผมก็คิดแบบนั้นแหละครับ จนเมื่อลองจับรถ ที่มีการเปลี่ยนพวกนี้ ผล คนละเรื่องครับ

- ยางติดรถ เป็น ยางทัวริ่ง เปลี่ยนเป็นแบบ Compound ก็หน้า/หลัง ตกประมาณ 10,000 - 15,000 บาท เริ่มตั้งแต่ เม็ดเชลเล่อร์ ไปจนถึง พิเรลลี่ Rosso Corsa
- กันสะบัด ราคาน่าจะประมาณ 18,000 up
- โช๊คหน้าไม่ทราบราคา แต่หน้าจะเหนียบแสน ( เปล่ยนเป็นแบบอย่างดี )
- โช๊คหลังโอลินส์ ราคา ประมาณ 21,000 up ( มือสองไปหามือหนึ่ง )
กระจกรถ อาจใส่กระจกแต่ง เพราะมันยาวได้ใจ และ ถ้าเกิน 180 ไป ก็มองไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่อย่างว่า เร็วกว่านั้น ก็มีแต่ในกลุ่มเราล่ะครับ ที่เป็น sport จะ แซงไปได้
ความเร็วสูงสุด เท่าไหร่ตอบ ยังไม่ได้ลองครับ เพราะ เพิ่งไปปรับคอรถมา ( ตุลาคม 2555 )
เรื่องนึงที่ผมคิด บางคนเขาบอกว่า เดิมๆ 210km/Hr. ถ้าใส่ท่อวิ่งได้ 240Km/hr.ทางตรงผมไม่แน่ใจใช้เวลากี่วินาทีในการวิ่งให้ได้ Max speed ซุ่งเท่าที่ทำได้คือ 230Km/h. โดยก่อนที่ผมจะยกเห็นไมล์อยู่ 210Km./h แต่รถไปได้อีก ก็กะประมาณ 230Km./h หรือ อาจจะได้ 240Km./h.
รถเองจะเอาไปเทียบกับ Sport ไม่ได้หรอกครับ เพราะคนละแบบกันทั้งแรงออกตัว และ ตีนปลาย รวมถึงการแหวกลมด้วย เรียกว่า ถ้าชอบแรง ออก Sport ไปเลยครับ ไม่ต้องมานั่งเปลี่ยนทีหลัง
ตัวรถเอง แรงรถจะมา เกียร์ 6 ตั้งแต่ 160 - 200km. ขึ้นได้ไวครับ ( 6,000 - 8,000 rpm ) ตัวรถเองมี 12,000 rpm. วิ่งด้วยรอบเครื่อง 50% ถือว่ากำลังดีไม่ทรมานเครื่องเกินไปนัก
- ผมอยากใช้รถไป นานๆ
- ลักษณะการขับขี่ผม ไม่ได้ขับที่ความเร็ว 180/km. up บ่อย ผมเองขับในเมือง Max สุดจะอยู่ที่ 140 เพราะกังวลกับอุบัติเหตุเหมือนกัน รวมถึสภาพถนน ออกต่างจังหวัดก็จะประมาณ 160 - 190 รอบเฉลี่ย แล้ว 6,000 rpm สำหรับความเร็วจะได้ 170Km./h. เรียกว่าไปแบบสบายๆ
- ไม่ได้ไปขับแข่งกับใคร ทั้งบน ถนนและ ในสนามแข่ง
- ถ้าขับกันเป็นกลุ่ม ผมขออยู่ กลุ่มสอง คงไม่ไปตาม กลุ่มหน้าซึ่งขับด้วยความเร็วที่สงกว่า และ ประสบการณ์ของคนขับที่มากกว่าด้วย ( รวมถึง ประสิทธิภาพของรถที่มากกว่า )
ที่เขาบอกขับรถพวกนี้แล้วอยากจะ upgrade ไปเป็นตัวที่มันแรงกว่าเดิม จริงหรือเปล่าตอบ จากความรู้สึกส่วนตัว จริงครับ ที่เขาบอกตามตัว 1000 sport หรือ รถพวก sport ลำบากก็จริงครับ ไม่เคยลงกลุ่มตามตัว 1,000 นะครับ แต่จากที่ขับ M795 มา ผมว่าเหนื่อยเหมือนกัน แม้จะต่างกันประมาณ 200 - 300cc ก็ตาม แต่อัตราเร่งที่ไล่ตามเขา นันก็เรื่องนึงที่คิดครับ
ขับไปเรื่อยๆ เราจะรู้เองน่ะครับ ว่าเราชอบแบบไหน :) sport หรือ Naked เร็วแรงสะใจ หรือ แบบไปเรื่อยๆ กลางๆ หรือ แบบไม่รีบร้อน
บางที ขี่ๆ ไป ก็นึกรำคาญบ้างเหมือนกัน กับ อัตราเร่งที่มันไม่ได้ มากนัก ประมาณอยากให้มันเร็วกว่านี้อีก
ที่เขาบอกรถต้องใส่กระบังลม เพื่อปองกันลมโต้ แล้ว มันเหนือยจริงหรือเปล่าตอบ. จริงครับ ลองขับสัก 150-160km ติดๆ กันซัก 100กิโล หรือ สัก 50กฺิโล โดยไม่พักก็ได้ครับ มันเหนือยจริงๆ แบบไม่หมอบนะ ไหนจะต้องเกร็งตัวให้โต้ลม ไหนจะต้องบังคับรถอีก เราคนผอมตัวเบาอีก โอ้ว นี่ยังมองหา กระบังลมเลยครับ ไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ M795 มันพอโน้มตัวลงมาด้านหน้า ได้แบบไม่เมื่อยหลัง กระบังลมอันเล็กๆ น่ะพอช่วยได้
ถ้าชอบแบบ Naked แล้วอยากจะได้ อารมณ์แบบ Sport เอาไงดีตอบ. ขอตอบใน Zone Ducati นะครับ เอา Ducati Street fighter เลยครับ 800,000 กว่าๆ ตอนนี้ ธันวาคม 2555 รํฐบาลประกาศขึ้นราคาภาษี น่าจะ 900,000 กว่าๆ เอง รับรองถูกใจ ผมเองยังอยากได้เลย เห็นเขาว่ามันเอาเครื่อง Ducati 848 evo มาวาง พอไม่ได้ดูรายละเอียดมาก และ แอบได้ยินพี่ที่ศูนย์ทองหล่อว่า ไปทดสอบที่ฟิลิปปินส์ ได้ตั้ง 300 กว่าๆ สำหรับทางตรง ก็คิดดูแล้วครับ อยากรู้ไปสอบถามเอาเองนะครับ
Ducati M795 มันมีกี่ cc. 4 สูบหรือเปล่า ตอบ เอาไปเลยครับ spec
| ข้อมูลเพิ่มเติม * | Monster Website |
| เครื่องยนต์ | L-Twin 2 สูบ , 2 วาล์ว/สูบ ระบบขับวาล์วแบบ Desmodromic ระบายความร้อนด้วยอากาศ |
| ความจุกระบอกสูบรวม | 803 cc. |
| กระบอกสูบ x ช่วงชัก | 88 x 66 mm. |
| อัตราส่วนกำลัีงอัด | 11 ต่อ 1 |
| แรงม้า (วัตต์/ HP) | 64 กิโลวัตต์ / 87 แรงม้า ที่ 8,250 rpm. |
| แรงบิด | 8 กก.ม. ที่ 6,250 rpm. |
| ระบบจ่ายเชื้อเพลิง | หัวฉีดอิเลคทรอนิกส์ ทางเดินไอดี-ขนาด 45 mm ของ Siemens |
| ท่อไอเสีย | 2 ชุดทำจากอลูมิเนี่ยม |
| มาตราฐานไอเสีย | EURO 3 |
| เกียร์ | 6 ระดับ |
| อัตราทดเกียร์ | 1=32/13 2=30/18 3=28/21 4=26/23 5=22/22 6=24/26 |
| อัตราทดขั้นต้น | 1.85 ต่อ 1 |
| อัตราทดขั้นสุดท้าย | สเตอร์หน้า 15/ หลัง 38 |
| ครัชต์ | แบบเปียกหลายแผ่นซ้อน APTC ควบคุมด้วย hydraulic |
| เฟรมหลัก | Hybrid-Trellis frame |
| ระยะฐานล้อ | 1,450 mm |
| มุมแรค | 24° |
| มุม หักเลี้ยวด้านละ | 32° |
| ระบบกันสะเทือนหน้า | Marzocchi เทเลสโกปิค ขนาด 43mm แบบ USD ระยะยุบตัว 120 mm |
| ระบบกันสะเทือนหลัง | โมโนช๊อค ปรับความแข็งสปริง Preload และ Rebound ได้ ระยะยุบตัว 148 mm |
| ล้อหน้า / ยางหน้า | วงล้ออัลลอยด์ 3 ก้าน ขนาด 17 x 3.50 inc. / 120/60 ZR 17 Pirelli Angel ST |
| ล้อหลัง / ยางหลัง | วงล้ออัลลอยด์ 3 ก้าน ขนาด 17 x 4.50 inc. / 160/60 ZR 17 Pirelli Angel ST |
| ระบบเบรกหน้า | ทวินดิสก์ขนาด 320 mm แม่ปั๊ม 4 ลูกสูบ ( เรเดียล-เมาท์ ) |
| ระบบเบรกหลัง | ซิงเกิ้ลดิสก์ขนาด 245 mm แม่ปั๊ม 2 ลูกสูบ |
| ยาว x สูง | 2,100 mm x 1,129 mm |
| เบาะนั่งสูง | 770 mm |
| ความจุถังน้ำมัน | 15 Lite ( สำรอง 3.5 Lite ) |
| น้ำหนักเปล่า | 161 kg. ( ไม่รวมแบ็ตเตอร์รี่และของเหลวภายในเครื่องยนต์) |
จำนวนรอบสูงสุด 12,000 RPM ถ้า 6,000RPM รถจะไปอยู่ที่ 150 - 155 Km/h
เขาบอกว่า Ducati M795 มันร้อน นี่ร้อนจริง หรือเปล่าตอบ ร้อน จริงๆ ครับ ขับในเมือง ถ้ารถติดนี่ หาผ้ามารองไว้ ก็ดีนะ ช่วงหน้าขา ถ้าต่าง จังหวัด ระยะทางไกลๆ ลมโกรกๆ สบายๆ ครับ เหมือนเอาเตารีด มาอังไว้หน้าขา
ส่วนที่อันตราย และ อาจเป็นกังวลก็คือ น้ำมันที่อยู่ในถังร้อนจนบางที ดันเอาฝาปิดออกมาเลยก็มี ส่วนตัวแล้วก็เคยเจอครับ น้ำมันประมาณ ก้นถัง ความร้อนอยู่ ขีด 4 ( ระดับ 4 ) รถติดประมาณ 4 ชม. เปิดถังออกมา ไอน้ำมัน ฉีดออกมาเป็นเส้น เลยทีเดียว
แก้ความร้อนได้ไหม ?ตอบ รถออกแบบมาแบบนั้น ถ้าไม่ชอบคงต้องเปลี่ยน รถ หรือ เปลี่ยนรุ่นล่ะครับ รวมถึงมีการปรับเปลี่ยน โดยการตัดเอา ตัวดักไอน้ำมันออก
เอา ER-6N หรือ Ducati ดีไหมตอบ ถ้าชอบ Ducati เลือก Ducati เลยครับ แต่ถ้าไม่ ต้องการรถ BigBike ออกต่างจังหวัด อัตราเร่งกำลังดี ก็ ER-6N หรือ NinJa เลยครับ
เคยมี NinJa 650 บิดตามรถผม เรียกว่า เร่งตามได้สบายน่ะครับ ที่ความเร็ว 130 -150 km/h ได้สบายๆ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นความเร็ว ที่ใช้กันโดยปกติ อยู่แล้ว เว้นซะแต่ จะ วิ่งไป 160 - 180 อันนั้น อาจมีการรอ กันนิดนึง แต่ถนนบ้านเรา และ เพื่อความปลอดภัย ย่านความเร็วดังกว่า กำลังดี ครับ
Spec ER-6N เป็นยังไง แล้ว มีรุ่นเทียบเคียงหรือไม่ตอบ. ความจุกระบอกสูบมันคือ 650cc.
| General information |
|---|
| โมเดล: | Kawasaki ER-6n |
| ปี: | 2012 |
| ประภทรถ: | Naked bike |
| คะแนน: | 70.4 out of 100. Show full rating and compare with other bikes |
| Engine and transmission |
|---|
| ความจุกระบอกสูบ: | 649.00 ccm (39.60 cubic inches) |
| ประเภทเครื่องยนต์: | Twin, four-stroke |
| แรงม้า: | 71.07 HP(51.9 kW)) @ 8500 RPM |
| แรงบิดสูงสุด Torque: | 64.00 Nm (6.5 kgf-m or 47.2 ft.lbs) @ 7000 RPM |
| กำลังอัด: | 11.3:1 |
| Bore x stroke ช่วงชัก: | 83.0 x 60.0 mm (3.3 x 2.4 inches) |
| วาว์ต่อสูบr: | 4 |
| ระบบจ่ายเชือเพลิง: | Injection. Digital fuel injection with two 38mm Keihin throttle bodies |
| การจ่ายน้ำมัน: | DOHC |
| ระบบหัวฉีด: | Digital CDI |
| ระบบหล่อเย็น: | Liquid |
| เกียร์: | 6-speed |
| ระบบขับเคลื่อน: | Chain |
| ลักษณะคลัทช์: | Wet multi-disc, manual |
| Driveline: | O-Ring Chain |
| Chassis, suspension, brakes and wheels |
|---|
| ลักษณะเฟรมรถ: | Perimeter, high-tensile steel |
| Rake (fork angle): | 25.0° |
| Trail: | 110 mm (4.3 inches) |
| Frontsuspension: | 41mm hydraulic telescopic fork |
| Frontsuspensiontravel: | 125 mm (4.9 inches) |
| Rearsuspension: | Single offset laydown shock with adjustable spring preload |
| Rearsuspensiontravel: | 130 mm (5.1 inches) |
| Front tyre dimensions: | 120/70-17 |
| Rear tyre dimensions: | 160/60-17 |
| Front brakes: | Double disc. Dual piston |
| Front brakes diameter: | 300 mm (11.8 inches) |
| Rear brakes: | Single disc. Single piston |
| Rear brakes diameter: | 220 mm (8.7 inches) |
| Physical measures and capacities |
|---|
| Weight incl. oil, gas, etc: | 204.0 kg (449.7 pounds) |
| Seat height: | 785 mm (30.9 inches) If adjustable, lowest setting. |
| Overall height: | 1,100 mm (43.3 inches) |
| Overall length: | 2,101 mm (82.7 inches) |
| Wheelbase: | 1,405 mm (55.3 inches) |
| Fuel capacity: | 15.52 litres (4.10 gallons) |
| Other specifications |
|---|
| Starter: | Electric |
| Factory warranty: | 12 months |
| Color options: | Black/grey, white, yellow |
| Further information |
|---|
| Parts and accessories | Our partner CMSNL ships low cost OEMmotorcycle parts to Australia, Austria, Bahamas, Belgium, Canada, China, Croatia, Cyprus, Czech Republic, Denmark, Estonia, Finland, France, Germany, Greece, Hong Kong, Hungary, Iceland, India, Ireland, Italy, Japan, Kuwait, Latvia, Lithuania, Luxembourg, Macedonia, Malta, Montenegro, The Netherlands, New Zealand, Norway, Poland, Portugal, Serbia, Slovakia, Slovenia, South Africa, Spain, Sweden, Switzerland, Taiwan, Ukraine, United Kingdom, The United States and more. Or check outparts and accessoriesfrom our other partners. |
| Ask questions | Join the 12 Kawasaki ER-6n discussiongroup. |
| Insurance, loans, tests | Check outinsurancehere. Search the web for dealers, loan costs, tests, customizing, etc. |
| Related bikes | List related bikes for comparison of specs |
โดย udomsakc (noreply@blogger.com) ณ 18 June 2013 16:06 GMT
16 June 2013
15 June 2013
<iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="360" src="https://www.youtube-nocookie.com/embed/MR_5ah7EKfo" width="640"></iframe>
“ผมว่ามันถึงเวลาแล้วน่ะ ที่จะมีเพลงชาติใหม่ คุณนึกออกมั๊ย
เพลงที่ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวผม
♫ ผมพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจคนทุกๆ คน
ก็เป็นเป้าหมายที่ดูจะมากไปหน่อย
มองไปที่คนทุกคน
พยายามจะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ผมก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
มันยากนะจะเป็นคนคูลๆ เนี่ย
รุ่นของพวกเรานี่
แปลกแยกแตกต่าง
เรามีชีวิตกันรึเปล่า
เหตุฉุกเฉินเทคโนโลยี
ความจริงเสมือน
เราไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วหรือไง
ราชินีนี่ใครนะ?”
“I think it’s time for new national anthem, you know?
One that I can related myself to.
♫ I’m trying to be myself.
Understand everyone.
It’s a mission and a half.
Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It’s hard being cool.
Our generation.
Alienation.
Have we a soul?
Techo emergency.
Virtual reality.
We’re running out of new ideas?
Who is the Queen?”
(a song from “Human Traffic” – parody of “God Save the Queen”, British national anthem, sing it that way)
[a repost+expanded from a post in 2004]
โดย bact ณ 15 June 2013 06:56 GMT
9 June 2013
8 June 2013
bact' ในนามของ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ชวนผมมางาน INET Bangkok 2013 (พรุ่งนี้ต่องาน Netizen Meetup อีกงานหนึ่ง)
ผมไม่ได้คลุกคลีกับเรื่องเครือข่ายสักเท่าไร เป็นผู้ใช้เสียมากกว่า มางานนี้ก็ได้เปิดหูเปิดตาหลายเรื่องอยู่
- การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในชนบท ผมเข้าใจผิดเรื่องตารางเวลา เลยไม่ทันครึ่งแรก (ทราบแต่ว่ามีเรื่อง mesh network ที่ ดร.อภินันท์ [เพื่อนผม] บรรยายไป ซึ่งถูกพาดพิงถึงอยู่หลายครั้งในครึ่งหลัง) ในครึ่งหลังนั้น ได้รู้ถึงความพยายามต่าง ๆ ที่จะให้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่:
- การฝึกคนในชุมชน ให้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่เป็นช่องทางขายของ, เข้าถึงบริการภาครัฐ และเผยแพร่เอกลักษณ์ท้องถิ่น
- มุมมองของ ISP ที่อยากให้ราคา ADSL ถูกลง, คุณภาพเครือข่ายดีขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้เน็ตที่เน้นวิดีโอมากขึ้น, การเรียกร้องภาครัฐให้เปิด content มากขึ้น
- การลากสายอินเทอร์เน็ตไปตามสถานศึกษาของ UniNet พร้อมกับช่วยโรงเรียนออกแบบระบบเพื่อรองรับการใช้งานที่เริ่มเปลี่ยนเป็น mobile มากขึ้น, การดูแลอุปกรณ์และสายสัญญาณต่าง ๆ ซึ่งจะเจอปัญหาไม่คาดคิด เช่น มดเข้าไปทำรัง กระรอกกัดสาย ฯลฯ
- กิจกรรมส่งเสริมทีวีท้องถิ่น คอมพิวเตอร์เพื่อน้องในชนบท และการสื่อสารในพื้นที่ภัยพิบัติของมูลนิธิกระจกเงา (อย่างหลังสุด พบว่าวิทยุสื่อสารคือสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ)
- การสร้าง eco-system ของ Google ตั้งแต่การเสนอช่วยเก็บ content ที่มีคุณภาพ (เช่น กระทู้พันทิป), telemedicine โดยใช้แฮงเอาท์ของ Google+ และกระทั่ง Google map, การช่วยโรงเรียนจัดการเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดย Google ยึดหลักว่าไม่ทำแบบทั่วทั้งประเทศ แต่ทำแค่บางแห่งเพื่อค้นหา best practice เป็นต้นแบบให้ที่อื่นทำตาม
- Open Data น่าจะเป็นประเด็นที่ได้ยินมากที่สุดในงานนี้ กล่าวคือ จากแนวคิดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ได้ขยายไปถึงสาขาอื่น ๆ หนึ่งในนั้นคือ open data โดยข้อมูลที่เปิดนั้น ไม่ใช่แค่เอาขึ้นเว็บแล้วก็จบ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่เครื่องสามารถประมวลผลเป็นสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ได้ด้วย ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ได้ทยอยเปิดข้อมูลในลักษณะนี้ไปมากแล้ว ส่วนประเทศไทยก็กำลังจะมีข่าวดีจาก สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) ว่าอาจจะมี data.go.th เร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ยังได้ฟังกรณีตัวอย่างของความเคลื่อนไหวภาคประชาชนทั้งจากไต้หวันและเชียงใหม่ด้วย
และยังมีประเด็นอีกมากมายใน closing session แต่ความรู้สึกรวม ๆ ที่เกิดขึ้นจากการฟังในงานนี้ก็คือ มันคล้ายเป็นอีกกรณีหนึ่งของประเทศไทย ถัดจากเรื่องรถไฟ, วงการซอฟต์แวร์ จนถึงวงการลินุกซ์/โอเพนซอร์ส ที่ไทยเริ่มก่อนใครในภูมิภาค แต่ก็ไปอย่างเชื่องช้า (บางเรื่องแทบหยุดนิ่ง) จนประเทศที่เริ่มทีหลังเขาแซงหน้ากันไปหมด
หรือประเทศเราจะถูกสาปให้เป็นเช่นนั้น?!
ปล. เพิ่งมานึกได้หลังจากงานเลิกแล้ว ว่างานพัฒนาโอเพนซอร์สก็เป็นผลิตผลสำคัญอย่างหนึ่งของอินเทอร์เน็ตเหมือนกันนี่หว่า (เกี่ยวข้องกับงานเขาจนได้เหมือนกัน) แต่ตอนนี้ไทยเราเริ่มซาไปนานแล้ว คงไม่มีอะไรให้พูดสักเท่าไร
โดย Thep (noreply@blogger.com) ณ 8 June 2013 11:52 GMT
4 June 2013
ขอขอบคุณ อ.พฤษภ์ บุญมา ที่ได้หย่อนสตางค์ลงหมวกเพื่อสนับสนุนงานพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีของผมในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาครับ ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนเป็นตัวเงินแล้ว ก่อนหน้านี้ อ.พฤษภ์ ยังได้สมทบแพตช์สำหรับ ThaiLaTeX ซึ่งขณะนี้ได้กลายร่างเป็น Babel-Thai เรียบร้อยแล้ว ขอให้โอเพนซอร์สเมืองไทยจงเจริญครับ!
เดือนที่ผ่านมา นอกจากการประสานงานกับนักพัฒนา TeX Live เพื่อผลักดัน ThaiLaTeX เข้าสู่กระแสหลักแล้ว งานพัฒนาอื่น ๆ ก็มีเรื่องการย้ายแพกเกจใน Debian ที่ผมอัปโหลดไว้ที่ experimental ในระหว่างที่ Wheezy freeze อยู่ เข้ามาที่ unstable ซึ่งขณะนี้แพกเกจเกือบทั้งหมดก็ได้ย้ายเข้า testing ไปแล้ว และอีกงานหนึ่งคือการปรับปรุงฟอนต์ในโครงการอักษรอีสาน เพื่อให้ครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ที่ขาดตกบกพร่องอยู่ เช่น การจัดการไม้อังแล่นตามข้อกำหนดแบบไม่ใช้วิรามหรือพินทุ (รายละเอียดยังอยู่ระหว่างอภิปราย), การจัดเรียงสระใต้บรรทัดเมื่อมีตัวเฟื้อง, การใช้วรรณยุกต์, การจัดการสระอำเจ้าปัญหา (อักษรธรรมไม่ได้ encode สระอำ แต่ใช้สระอา + นิคหิต ประกอบกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้หมดปัญหา ตราบใดที่ยัง encode แบบ phonetic order อยู่), เริ่มเพิ่ม OpenType feature ให้อักษรไทน้อยบ้าง
ทั้งนี้ งานปริวรรตใบลาน เพื่อสำรวจอักขรวิธีอักษรอีสานให้ทั่วถึง ก็ยังคงดำเนินต่อไป
สำหรับเดือนนี้ ผมคิดว่าจะเริ่มจากการเคลียร์งานแปล GNOME ที่มีผู้ส่งคำแปลเข้ามารอไว้นานแล้วในระหว่างที่ผมไปทำงานอื่นอยู่ จากนั้นก็อาจจะสลับไปอัปเดตชื่อเมืองต่าง ๆ ใน iso-codes และแพกเกจที่คล้ายกัน หลังจากได้ไอเดียว่าจะใช้ชื่อตามแผนที่ภูมิศาสตร์ฉบับภาษาไทย จากนั้นก็ไปที่งานอื่นตามแต่โอกาสจะอำนวยครับ
โดย Thep (noreply@blogger.com) ณ 4 June 2013 00:49 GMT
2 June 2013
Debian Maintainer (DM):
https://lists.debian.org/debian-newmaint/2013/05/msg00005.html
#709133 -- Please add Prach Pongpanich as a Debian Maintainer
ITP (Accepted):
ocamlrss -- RSS 2.0 parser and printer for OCam, sponsor by Stéphane Glondu
Upload to unstable:
libapache2-mod-geoip, sponsor by Axel Beckert
doodle, sponsor by Theppitak Karoonboonyanan
Team upload:
php-mdb2, sponsor by Thomas Goirand
RC bugs:
#707938 -- gup.postinst: 11: cd: can't cd to /var/lib/gup/
+ patch to fix
โดย Prach Pongpanich (noreply@blogger.com) ณ 2 June 2013 01:12 GMT
24 May 2013
โครงการของแสนสิริฯ นั้นยอมรับว่ามีความโดดเด่นมาก โดนใจลูกค้าสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ สไตล์โครงการ แบบบ้าน การขาย การตลาด digital กิจกรรมต่างๆ ของลูกบ้าน ฯลฯ เอาเป็นว่าจัดอยู่ระดับหัวแถวของเมืองไทยเลยล่ะ เปิดขายแต่โครงการ หมดเอาๆ ทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ได้ถูก ก็ต้องยอมรับ
บ้านที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้ สำหรับผมก็จัดเป็นโครงการหนึ่งของแสนสิริฯ ที่น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากๆ ต้องขอขอบคุณทางแสนสิริฯ ซึ่งกล่าวได้ว่า ถ้ามี่ที่ดินให้ไปสร้างบ้านเอง ให้ได้บรรยากาศ สวยงามขนาดนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า สโมสรหมู่บ้านผมสวยมากๆ เลยนะครับ
แต่สิ่งที่แสนสิริฯน่าจะปรับปรุงคือบริการ Home Care
หลังจากที่เราตกลงใจซื้อบ้านแล้ว ตรวจรับ และ โอนกรรมสิทธิ์แล้ว ปัญหาต่างๆ ภายในบ้าน จะถูกดูแลโดยบริการที่เรียกว่า Home Care ซึ่งจะรับประกันภายหลังการขายเป็นเวลา 1 ปี
ทว่าคุณภาพของบริการของ Home Care นั้น ต่ำกว่าบริการอื่นๆ ของแสนสิริฯ อย่างเห็นได้ชัด
ผมเข้าอยู่บ้านนี้มาเกือบสองปีแล้ว ปัญหาต่างๆ ของ Home Care ก็ยังแก้ไม่เสร็จ จนไม่แน่ใจว่ามันเป็นที่ฝีมือ หรือ ทางเทคนิคของงานก่อสร้างจริงๆ
เจ้าหน้าที่ก็เปลี่ยนบ่อย คนแรกมาจดรายการไว้หมด แก้ไปได้อย่างสองอย่าง ย้ายที่ คนใหม่มา มีปัญหาตรงไหนบ้างนะคะ ขอจดใหม่ เอ้า จดใหม่ แก้ไปสองสามงาน ย้ายที่ คนใหม่มา มีตรงไหนบ้างนะครับ อืมม
หลังๆ โทรตามเยอะๆ ก็ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ นานๆ ทีโทรกลับ นานมากๆ ก็บอก โอมันนานแล้ว เลยเวลารับประกันแล้วหรือเปล่าครับ
หลังๆ มีเทคนิค คือ โทรไปโวยกับ call center เลย ให้เขาช่วยตาม เหมือนจะได้ผลนะ
นัดหมายมาซ่อม คุยกันไว้สองงาน มาถึง ทำแค่งานเดียว อีกงาน งง อ้ะ เวลาเหลือ ทำก็ทำ แต่ไม่มีวัสดุ ต้องออกไปซื้อก่อน รถติด กลับมาไม่ทัน ไว้ทำอีกวัน คือกระผมต้องหยุดงานมาเฝ้าพวกคุณนะครับ เขาคงคิดว่าเราไม่มีไรทำ อยู่บ้านตลอด
หลังบ้านแตกร้าวเป็นรอยจำนวนมาก แก้เป็นรอบที่ 8 ได้แล้วมั้ง ก็ยังไม่หาย ไม่รู้เป็นที่อะไร วัสดุ หรือ ฝีมือ แต่ก็ยังดีที่ยังสัญญาว่าจะแก้ให้ต่อไป
กระเบื้องในห้องน้ำห้องนอนแตก เขาก็แก้ให้แต่ทำไงรู้ไหมครับ เลาะกระเบื้องออกไปเหลือผนังปูนโป๊ๆ แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวไปสั่งกระเบื้องก่อน รอไปเดือนนึง ค่อยเอามาปิดให้ เฮ้ยทำไมไม่สั่งให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาเลาะมาปิดวันเดียวกันล่ะ งง ไหม
ส้วมมีกลิ่น มีอยู่ห้องเดียวที่มีกลิ่น แก้แล้วก็ไม่หาย เนี่ยเดี๋ยวเขียนนี่เสร็จต้องโทรตามอีก แก้เป็นรอบที่สามแล้วมั้ง
หลังคารั่ว แก้แล้วยังรั่ว แต่กว่าจะทราบว่ารั่วก็เลยมาอีกหน้าฝนนึง เขาว่ามันนานไปแล้ว เลยประกัน อ่าว แต่เถียงกันยืดยาว ก็ตกลงว่าจะส่งบริษัทหลังคาฯมาดูให้
บางอย่างก็ไม่แก้ให้ อาจจะเป็นข้อจำกัดจริงๆ
เสาหน้าบ้านแตกร้าว Home Care บอกมันเป็นเสาหลอก แตกแน่ๆ แก้ไปก็แตก แต่ก็ยังดีอุตส่าห์แก้ให้ 1 ครั้ง แล้วไม่ถึงเดือนผ่านไปก็แตกใหม่จริงๆ ก็ปล่อยมันแตกไป อืม
พื้นโรงรถเริ่มแตก Home Care บอกไม่แก้ ไม่รวมในขอบเขต
คือ ถามว่า Home Care แย่มากมั้ย มันก็ไม่ได้เลวร้ายมากอะนะ ก็แก้ให้หลายอย่างมากแล้ว และจุดที่เป็นปัญหาก็ไม่ถึงกับทิ้งงาน อย่างน้อยก็ยังดีที่รับฟัง และแก้ไขให้ มาตลอด แต่มีความรู้สึกเหมือนมันไม่มืออาชีพยังไงชอบกล คือ เทียบกับ ส่วนอื่นๆ ของแสนสิริฯ ดูการตลาด การขาย การออกแบบ ฯลฯ นี่ผมว่าแผนกนี้ค่อนข้างด้อยๆ นะ
ทำไมแสนสิริไม่ใช้ผู้รับเหมาแบบมืออาชีพ (ดู http://callmeott.blogspot.com/2013/05/blog-post.html) ซึ่งผมว่าน่าจะดีกว่านี้นะ นัดหมายเป๊ะๆ มาเป็นทีม วัสดุ อุปกรณ์พร้อม แลดูมืออาชีพมากๆ
มันจะแพงขึ้นอีกสักกี่ตังค์ สำหรับบริษัท มหาชน ระดับนี้ กำไรระดับนี้ ผมว่าเจียดเงินมาทำด้านนี้ให้ดีๆ แก้งานให้มันประทับใจ รวดเร็ว มันอาจจะเป็นจุดขายที่เด่นๆ ได้เลยนะครับ
โดย Pattara Kiatisevi (noreply@blogger.com) ณ 24 May 2013 06:00 GMT
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีประสบการณ์ซ่อม/ซื้อ/ตรวจรับ/<wbr style="background-color: white; color: #37404e; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; font-size: 13px; line-height: 18px;"></wbr>เก็บงานซ่อมแซมบ้านมาพอสมควร เจอผู้รับเหมาอยู่ 2 แบบ
คือ แบบถูกแต่ปวดหัว เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว คิดราคาไม่แพง ฝีมือก็มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง มาสายบ้าง เบี้ยวบ้าง ช่างก็มาแบบบ้านๆ บางคนเก่ง บางคนมึนๆ แล้วแต่ดวงจะได้ช่างคนไหน โดยมากแต่ละคนจะเก่งเป็นบางงาน เราต้องรู้ว่า เขาถนัดงานปูน งานไม้ งานไฟ ต้องอย่าฝืนให้ทำสิ่งที่เขาไม่ถ<wbr style="background-color: white; color: #37404e; font-family: 'lucida grande', tahoma, verdana, arial, sans-serif; font-size: 13px; line-height: 18px;"></wbr>นัด แต่ปัญหาคือ นัดยาก นัดไม่ค่อยเป็นนัด ติดโน่น ติดนี่ บางทีทำแล้วก็ลืมของโน่นนี่ ต้องออกไปซื้อ กลับมาอีกทีเย็น เลิกงาน ทำได้วันละนิด ถ้าฝีมือดียิ่งนัดยาก ถ้าให้มาแค่เก็บงานเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งนัดยากสุดๆ
กับ อีกแบบคือแบบแพงแต่กระเป๋าตังค์<wbr></wbr>จะรั่ว คือ เป็นบริษัท การบริการแทบจะเป็นอุดมคติ มีหัวหน้ามาดู มาตามเวลานัดเป๊ะๆ เก็บรายละเอียดหมด ส่งใบเสนอราคา เขียนชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง ใช้วัสดุอะไร งานเล็กก็ยอมมาทำ, ก่อนงาน 1 วันโทรคอนเฟิร์ม มาถึงหน้างานตรงเวลา ข้าวของครบ ช่างทุกคนแต่งตัวยูนิฟอร์ม รู้นาทีของตน ทำเร็วโคตร ชำระเงินรูดบัตรเครดิตก็ได้ ออกบิลก็ยังได้ รับประกันผลงาน 1 ปี มีเสียในสิ่งที่ทำไป ซ่อมให้ฟรี
แต่แพงโคตรๆ เลยล่ะ น่าจะ 2-3 เท่าของแบบแรกได้ เรียกใช้เฉพาะอะไรที่มันฉุกเฉิน<wbr></wbr> น้ำรั่ว อะไรพวกนี้ที่รอไม่ได้ และเรียกแบบแรกก็ไม่ยอมมา
มันจะมีแบบตรงกลางมั้ยนะ ที่เอาบริการดีๆ แต่ราคาเบาๆ หน่อย เข้าใจว่าการบริการที่ดีมันก็ต้<wbr></wbr>องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการ แต่คุณก็ใช้ซอฟต์แวร์ใช้การบริห<wbr></wbr>ารจัดการอะไรทำให้มันมีประสิทธิ<wbr></wbr>ภาพ ต้นทุนจะได้ไม่สูงมาก ได้ไหม
โดย Pattara Kiatisevi (noreply@blogger.com) ณ 24 May 2013 05:28 GMT
20 May 2013
QA upload:
- python-libpcap/0.6.4-1, sponsor by Sebastian Ramacher
Team upload:
- haproxy, upload by Vincent Bernat
Pending uploads (New):
* Debian Ruby Extras, sponsor by Cédric Boutillier
- ruby-mongo -- Ruby driver for MongoDB
- ruby-bson-ext -- C extensions to accelerate the Ruby BSON serialization
* PKG OpenStack, sponsor by Thomas Goirand
- python-heatclient -- client library and CLI for OpenStack Heat
Upload to unstable:
* PKG-PHP-PEAR, sponsor by Thomas Goirand
- php-calendar
- php-cache-lite
- php-html-template-it
- php-net-dime
- php-net-sieve
- php-services-weather
- enchant , sponsor by Aron Xu
Note:
- lintian -EvIL +pedantic
โดย Prach Pongpanich (noreply@blogger.com) ณ 20 May 2013 14:57 GMT
ห่างหายจากการพัฒนา โครงการ RahuNAS ไปนาน ถึงจะมี update เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ไม่มากมายอะไร รุ่นล่าสุดที่เปิดออกไปแบบ เงียบ ๆ คือ 0.2.5 ออกไปแบบพอขัดตาทัพ
สถานะการรองรับ Debian ล่าสุดของ RahuNAS คือ Squeeze (Debian 6.0) ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็น old-stable เนื่องจากถูก Wheezy หรือ Debian 7.0 เข้ามาแทนที่ในตำแหน่ง stable release
ระยะเวลาระหว่าง Squeeze จนมาถึง Wheezy ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยการที่ผม เป็นผู้ดูแล ipset package ในฐานะ Debian Maintainer อยู่สถานะนี้มาปีกว่าละ อยากขึ้นไปเป็น DD กับเขาเหมือนกัน แต่ด้วยประสบการณ์ยังอ่อนด้อย ก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติมต่อไป ซึ่งการเป็น package maintainer ทำให้ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของ ipset อยู่ตลอด ทั้งการลงทะเบียน mailing-list ของนักพัฒนา netfilter (netfilter-devel) ก็ยิ่งทำให้ได้รับข่าวสารเร็วตามไปด้วย
ณ ปัจจุบัน ipset ซึ่งพัฒนาโดยนักพัฒนาหลัก คือ คุณ Jozsef Kadlecsik และทีม Netfilter ได้ออกรุ่น 6.19 ที่ได้เพิ่มความสามารถเข้าไปให้กับ ipset ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการที่ RahuNAS วางแผนไว้
* เพิ่มช่องทางให้สามารถสร้าง third-party module เข้ามา โดยที่ไม่ต้องแก้ ipset code หรือ compile ipset ใหม่ ซึ่งส่วนนี้ ผมเป็นคนผลักดันเข้าไป (http://git.netfilter.org/ipset/commit/?id=2da431d3685c65d4355d387e213a3c...) ซึ่งคราวนั้นใช้เวลาร่วม 2 เดือน สำหรับการรอการ review และตอบรับ แต่ต้องถือว่าคุ้มค่า เพราะมาถึงวันนี้ ผมจะได้ใช้ช่องทางนี้ที่ผมเตรียมไว้
* เพิ่ม timeout โดยทาง upstream ได้เพิ่มความสามารถนี้เข้ามาได้สักระยะแล้ว ผมก็ได้ใช้ความสามารถนี้ ในการจัดการกับ ผู้ใช้ที่พยายามโหลด bittorrent โดยใช้งานร่วมกับ Suricata ทำให้ลดความยุ่งยากในการจัดการไปได้ดีทีเดียว
* เพิ่ม counters โดยความสามารถนี้ จะทำให้ ipset สามารถที่จะเก็บจำนวน packets/bytes ของแต่ละ element ได้ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของ RahuNAS ที่ต้องการทำ accounting และโยงไปถึงแนวคิด Bandwidth หนึ่งหลอด ที่ทาง ม.เกษตรฯ ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน และทาง ม.ขอนแก่น ก็ต้องการความสามารถนี้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้ ยังไม่รวมเข้ากับ mainline kernel ต้องรอหลังจาก 3.10 ออก แต่ในระหว่างนี้ สามารถนำ patch จาก ipset upstream ไปปะกับ kernel >= 3.9.0 ได้
จาก 3 ความสามารถที่ ipset มีในขณะนี้ ก็ถึงเวลาที่รอคอย คือเวลาที่พร้อมที่จะพัฒนา rahunas-next (version 2) โดยตั้งใจจะ "ยกเครื่อง" เขียนใหม่หมดทั้งกระบิ ด้วยเหตุผลที่ว่า maintain code เก่า ดูจะลำบากกว่าเริ่มเขียนใหม่ -_-'' และ Architecture ต่าง ๆ ก็ได้เปลี่ยนไปพอสมควร จากจุดเริ่มต้นของ RahuNAS (จริง ๆ ก็ตัดสินใจจะเขียนใหม่ตั้งนานแล้วหละ แต่ก็ติดตรงว่าจะ ๆ นี่หละครับ)
หลังจากจัดแจง เตรียมที่เตรียมทาง เพื่อพัฒนา ก็เริ่มที่จุดเดียวกันกับเมื่อหลายปีก่อน คือ พัฒนาในส่วนของ rahunas kernel/userspace module โดยส่วนที่เหมือนกันกับคราวก่อนคือ ดึง module เข้ามาปรับแก้ในส่วนที่เราต้องการสำหรับ RahuNAS แต่สิ่งที่ต่างไปจากเดิม คือ ผมไม่ต้อง compile ipset ใหม่ทั้งหมดเหมือนแต่ก่อนโน้นแล้ว :P
ผลที่ได้คือ ผมได้ ip_set_rahunas.ko (kernel module) และ ipset_rahunas.so (userspace module) ไปวางให้ถูกที่ถูกทาง ก็ใช้งานได้ละ
# ipset create rh_test rahunas range 192.168.12.0/24 timeout 3600 counters
# ipset add rh_test 192.168.12.1,00:17:42:62:xx:xx
# iptables -A INPUT -m set --match-set rh_test src,src
# ipset list rh_test
Name: rh_test
Type: rahunas
Revision: 0
Header: range 192.168.12.0-192.168.12.255 timeout 3600 counters
Size in memory: 12464
References: 1
Members:
192.168.12.1,00:17:42:62:xx:xx timeout 3599 packets 1773 bytes 114658
# iptables -nvL INPUT
Chain INPUT (policy ACCEPT 2973 packets, 192K bytes)
pkts bytes target prot opt in out source destination
2973 192K all -- * * 0.0.0.0/0 0.0.0.0/0 match-set rh_test src,src
หลังจากทดสอบเบื้องต้น โดยผมปรับแก้จาก bitmap:ip,mac module ซึ่งสิ่งที่เพิ่มเข้าไปคือ ให้ timeout ถูก reset ถ้า set นี้ ถูก match ซึ่งก็คือ idle-timeout นั่นเอง :)
สิ่งที่จะทำเพิ่ม โดยได้อ่านเนื้อหา เรื่อง Generic Netlink มาพอสมควรแล้ว และก่อนหน้านี้ คุณ Jean-Philippe Menil ซึ่งพัฒนาระบบสำหรับสถานศึกษาเขาที่ฝรั่งเศส ได้คุยกับผม และบอกแนวทางที่เขาได้คุยกับนักพัฒนา netfilter ว่า สามารถใช้ netlink ในการส่ง message เพื่อ notify daemon ให้รู้ว่า element ไหน timeout ไปแล้วได้ โดยเขาได้ส่งตัวอย่าง patch และตัวอย่าง daemon ให้ผมดู (นานมากแล้วเหมือนกัน) แต่ code ของเขา define netlink group ขึ้นมาใหม่ ซึ่งท่าจะลำบากในการที่ต้องไป patch kernel ผมเลยลองหาข้อมูล และพบว่า Generic Netlink หรือที่ทาง นักพัฒนาบอกมาว่ามันคือ Netlink Multiplexer น่าจะเหมาะกับสิ่งที่ผมต้องการ เพราะเป้าหมายที่ผมวางไว้ในปลายทางคือ ผมจะพยายามผลักดัน RahuNAS เข้า Debian ให้ได้ การมีโครงสร้างที่ไม่ต้องไป patch โน่นนี่นั่น จะทำให้งานผมง่ายขึ้น
โดย neutron ณ 20 May 2013 10:30 GMT
17 May 2013
20 April 2013
Happy Hacking ! .. Wish we all have a productive year of coding ;)
โดย kitty ณ 20 April 2013 06:36 GMT
Oct. last year I’ve attends KAIST/IPFGRU 2012, held in Seoul and also visited friends in Busan. Here are some photo. :)
โดย kitty ณ 20 April 2013 06:35 GMT
25 March 2013
20 March 2013
หลายปีมาแล้ว ผมบอกทำนองว่า censorship มันต้องตรวจสอบได้ ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าคน censor มั่วหรือเปล่า เอาประโยชน์เข้าตัวเอง แกล้งคนอื่นหรือเปล่า
เขาบอกผมว่าเราเป็นคนไทยนะ ...
ผมงึดครับ ...
<script type="text/javascript">// </script>
20 March 2013 06:17 GMT
14 March 2013
ในสมัยแต่ก่อนการเรียนภาษาไทย เด็กจำเป็นที่จะต้องท่องจำพยัญชนะให้ได้ทั้ง 44 ตัว โดยท่องเป็น กอ ขอ คอ น่าจะคล้ายๆกับการท่อง เอ บี ซี แต่ด้วยพยัญชนะที่พ้องเสียงในภาษาไทยมีหลายตัวมาก ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะทำให้เด็กจำได้อย่างรวดเร็ว จึงได้มีผู้คิดชื่อหรือตัวอย่างในการใช้พยัญชนะแต่ละตัวขึ้นมา เพื่อจะได้ท่วงจำได้ง่ายๆ แล้วเราก็ท่องจนติดปากกันมาว่า ก ไก่ ข ไข่ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครกันแน่ที่คิดคนแรก แต่เราจะมาไล่ดูตามหลักฐานที่พอจะมีในปัจจุบัน
พ.ศ. 2420 พระศรีสุนทรโวหาร ได้เขียนเรื่อง “วิธีสอนหนังสือไทย” โดยคิดคำกำกับพยัญชนะขึ้นใหม่ 27 ตัว เช่น ข ขัดข้อง, ฃ อังกุษ, ค คิด, ฅ กัณฐา ยกเว้นพยัญชนะ ศ ษ ส ซึ่งของเดิมมีคำกำกับใช้กันอยู่แล้ว (อันนี้ผมหาข้อมูลไม่ได้เหมือนกัน ที่ว่าของเดิมมีใช้กันอยู่แล้ว เขาใช้คำว่าอะไรกัน จะใช่ ส เสือ เหมือนที่เราใช้ทุกวันนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ)
พ.ศ. 2442 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแต่งหนังสือแบบเรียนเร็ว ขึ้่น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการคิดชื่อกำกับพยัญชนะครบทั้ง 44 ตัว และมีการใช้คำว่า ก ไก่ ข ไข่ จนถึง ฮ นกฮูก ขึ้นเป็นครั้งแรกและมีการใช้ภาพประกอบแต่ละพยัญชนะด้วย ข้อสังเกต ในหนังสือเล่มนี้ใช้ ฃ ฃวด และ ฅ ฅอ
พ.ศ. 2453 ฟ. ฮีแลร์ พิมพ์หนังสือดรุณศึกษา โดยการจัดเรียงพยัญชนะตามกลุ่มเสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ และมีการใช้คำกำกับพยัญชนะบางคำที่แตกต่างจากหนังสือแบบเรียนเร็ว เช่น ฑ มณโฑ เป็น ฑ มณฑล
พ.ศ. 2458 โรงพิมพ์เจริญราษฎร์ ได้พิมพ์หนังสือมูลบทบรรพกิจ โดยมีตัวอย่างการใช้คำกำกับพยัญชนะว่า ก กบ, ข เขียด, ฮ อุปฮาด
พ.ศ. 2463 โรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์ ได้จัดพิมพ์หนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหารขึ้นใหม่ โดยในฉบับนี้ใช้คำว่า ก มะละกอ, ข ขอทาน, ฮ จีนฮ่อ
พ.ศ. 2473 ครูย้อย ทันนิเทศ ได้จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนไว ซึ่งถือเป็นเล่มแรกที่มีการใช้กลอน คือ ก เอย ก ไก่ ข ไข่มาหา
พ.ศ. 2490 บริษัทประชาช่าง ได้พิมพ์หนังสือ แบบเรียน ก ไก่ ซึ่งเป็นแบบเรียนที่มีกลอนและแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ นั้นก็คือ ก เอย ก ไก่ ข ไข่ ในเล้า
หมายเหตุ
1. พยัญชนะ ฅ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็นต้นมา ไม่เคยถูกนำมาใช้เขียนคำว่า คน ในเอกสารโบราณและในศิลาจารึก จะใช้ ฅ ในการสะกดคำว่า คอ (ฅอ) หมายถึง คอของเรานี้แหละ คอทีอยู่ระหว่างหัวกับตัว เช่นในวิธีสอนหนังสือไทย ของพระศรีสุนทรโวหาร ปี พ.ศ. 2420 ก็ใช้คำว่า ฅ กัณฐา (กัณฐา แปลว่า คอ แปลว่า Neck)

โดย LookHin ณ 14 March 2013 16:57 GMT
25 February 2013
เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติอารยัน (Aryan) ผู้สืบเชื้อสายมาจากพวกอินโด-ยูโรเปียน (Indo-European) ซึ่งเคยอาศัยอยู่ทางตอนกลางของทวีปเอเซีย บริเวณทะเลสาบแคสเปี่ยนและทะเลดำ ได้อพยพเคลื่อนย้ายออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
- กลุ่มที่ 1 ออกเดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรป เป็นชนชาติกรีก
- กลุ่มที่ 2 ออกเดินทางเข้าสู่ตะวันออกกลาง เป็นชนชาติเปอร์เซียหรืออิหร่านในปัจจุบัน
- กลุ่มที่ 3 ออกเดินทางเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย (พระพุทธเจ้าของเราก็น่าจะเป็นชนชาติอารยัน) และได้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและภาษาระหว่างชาวอารยันกับชนพื้นเมืองคือพวกดราวิเดียน (Dravidian) การผสมผสานทางภาษานี้ทำให้เกิดภาษาใหม่ขึ้นมาชื่อภาษาปรากฤต ซึ่งเป็นการวิวัฒนาการร่วมกันของภาษาพระเวทของชาวอารยันเดิมกับภาษาท้องถิ่น
ชาวอารยันเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ต่างๆทางธรรมชาติ และได้สร้างเทพเจ้าสำหรับปรากฏการณ์ต่างๆขึ้นมาเพื่อบูชา มีการสร้างบทสวดขึ้นมาเพื่อบวงสรวงสรรเสริญเทพเจ้า ในเวลาต่อมาบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าถูกจัดให้เป็นหมวดหมู่เรียกว่าไตรเพทหรือไตรเวท เรียกว่าคัมภีร์พระเวท ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีคัมภีร์พระเวท 4 เล่ม คือ ฤคเวท, ยชุรเวท, สามเวท, อาถรรพเวท ภาษาที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวททั้ง 4 เป็นภาษาพระเวท จารึกด้วยอักษรเทวนาครี ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเดียโบราณ
- ภาษาสันสกฤต
ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง พราหมณ์จะใช้ติดต่อสือสารกับเทพเจ้า แต่เดิมนั้นไม่ได้วางหลักเกณฑ์เคร่งครัดนัก ต่อมาประมาณ 520 – 460 ปีก่อนคริสตกาล “ปาณินิ” นักไวยากรณ์ชาวอินเดียสมัยโบราณ ได้ศึกษาคัมภีร์พระเวทและเห็นว่าภาษาพระเวทนั้นมีภาษาถิ่นปนเข้ามามาก ทำให้การประกอบพิธีกรรมไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ และเสียความบริสุทธิ์ของภาษา เขาจึงแต่งเป็นตำราไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎาธยายี” หมายถึงคัมภีร์ 8 บท หลังจากที่ปาณินิแต่งตำราไวยากรณ์นี้แล้ว เราเรียกภาษาที่จัดระเบียบใหม่นี้ว่า “ภาษาสันสกฤต” แต่จากตำราไวยากรณ์นี้ทำให้ภาษาสันสกฤต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่นๆ และภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตายในที่สุด แต่ถึงกระนั้นภาษาสันสกฤตก็เป็นภาษาที่ถูกนำมารจนาในวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของดินเดียหลายเรื่อง เช่น มหาภารต, รามายณะ, ศกุลตลา, กามสูตร
- ภาษาบาลี
ภาษาบาลีเป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลีที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” และพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษาบาลีถูกนำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช และเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ในขณะที่ภาษาสันสกฤตถูกใช้เป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายมหายาน และคำว่า บาลี หรือ ปาลิ เพิ่งจะปรากฏเป็นชื่อของภาษาเมื่อประมาณ 500 – 600 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ข้อควรรู้ 1: คำว่า “หินยาน” ถูกใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 400 จนกระทั้งในการประชุมองค์การพุทธศาสนิกชนสัมพันธ์โลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศศรีลังกาในปี พ.ศ. 2493 ที่ประชุมมีมติให้เลิกใช้คำว่า หินยาน และให้ใช้คำว่า เถรวาท แทนในทุกกรณี
ข้อควรรู้ 2: เซอร์ วิลเลียม โจนส์ (พ.ศ.2289 – 2337) เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความเหมือนกันระหว่างภาษาที่เก่าแก่ที่สุด 4 ภาษา คือ ภาษาละติน, ภาษากรีก, ภาษาสันสกฤต, และ ภาษาเปอร์เซีย
โดย LookHin ณ 25 February 2013 03:54 GMT
25 September 2012
เทคนิคการใช้ไฟล์ config ของ ssh ซึ่งเป็นไฟล์ค่าปรับแต่งสำหรับ ssh client บน Linux ซึ่งปกติเราจะระบุค่าต่างๆ ด้วย option ท้ายคำสั่ง ซึ่งบางครั้ง โฮสต์ปลายทางคนละโฮสต์ก็ต้องใช้ option ต่างกัน โดยเฉพาะ port ซึ่งมีหลายๆ โฮสต์ที่อาจจะเปลี่ยนหมายเลข port เป็นตัวอื่น ไม่ใช่ 22
ให้สร้างไฟล์
~/.ssh/config ขึ้นมา (ปกติไม่มีไฟล์นี้อยู่)
ใส่เนื้อหา
Host *
Protocol 2
ServerAliveInterval 300
ServerAliveCountMax 100
เป็นการตั้งค่าแบบทั่วไป คือเวลาติดต่อกับทุก host ให้ใช้ protocol version 2 เท่านั้น และกำหนดให้ส่งแพกเกจเพื่อกระตุ้นให้มีการเชื่อมต่อทุก 5 นาที (300 วินาที) และส่งเป็นจำนวนสูงสุด 100 ครั้ง แสดงว่า ssh ที่เชื่อมจะไม่หลุดเป็นเวลา 500 นาที (8 ชั่วโมง 20 นาที) ถ้าไม่ตั้งแบบนี้บ่อยครั้ง ssh จะหลุดเร็วเกินไป
Host terminus
HostName terminus.abcdef.com
Port 18222
User ubuntu
แบบนี้เป็นการตั้งค่าเฉพาะ host โดยจะกำหนดชื่อ host สำหรับใช้อ้างอิง เช่น terminus, แล้วระบุที่อยู่แบบเต็ม เช่น terminus.abcdef.com, กำหนด port เชื่อมต่อปลายทางเป็น 18222 ปกติคือ 22 ซึ่งไม่ระบุก็ได้เพราะเป็นค่าปริยาย แต่บางเซิร์ฟเวอร์อาจจะเลี่ยงมาใช้พอร์ตอื่นเพื่อลดการโจมตีแบบ portscan แล้ว attack ที่พอร์ต ssh, ระบุชื่อ user เป็น ubuntu ถ้าไม่ระบุมันจะใช้ชื่อ user เราที่เครื่อง local เอง หรือระบุที่ command line
ถ้ามีโฮสต์อื่นก็เพิ่มเข้าไปทำนองเดียวกัน
การตั้งค่าอื่นๆ มีอีกมาก ดูได้จากคำสั่ง
$ man ssh_config
ถ้าเป็นเครื่องที่ใช้ร่วมกันหลายๆ คนหรือมีบริการอื่นรันอยู่เพื่อให้บริการบุคคลภายนอกด้วย หรือไม่แน่ใจ ควรเปลี่ยนสิทธิของไฟล์นี้ให้อ่านเขียนได้เฉพาะ user เราเองเท่านั้น โดยสั่ง
$ chmod go-rw ~/.ssh/config
$ ls -l ~/.ssh/config
-rw------- 1 kamthorn kamthorn 381 Aug 15 12:31 /home/kamthorn/.ssh/config
การใช้งาน
เดิมเราต้องสั่งด้วย
$ ssh -p 18222 ubuntu@terminus.abcdef.com
พอเราตั้ง config ไว้แล้วก็แค่
$ ssh terminus
เวลาจะ scp หรือ rsync ผ่าน ssh ก็จะง่ายขึ้น ไม่ต้องระบุพอร์ตอีกต่อไป
โดย Kamthorn Krairaksa (noreply@blogger.com) ณ 25 September 2012 09:13 GMT
28 August 2012
One major change in GNOME 3.6 is Pango’s shaper engines replacement with HarfBuzz. Only language engines (for word break analysis, for example) are retained. So, I’m checking how this affects Thai/Lao rendering and what to do next.
Over all, Behdad has put a good effort to make it right. Most Uniscribe behaviors have been achieved for compatibility. He even cares enough to cover some widespread Thai fonts in which the language tag 'latn' is used instead of 'thai', as seen in Mozilla #719366. Unfortunately, this font set has been declared as standard fonts in official documents. The workaround seems inevitable.
Supported Fonts
In my experiments with some existing Thai OpenType fonts, the new Pango still renders well without regression.
Loma font from fonts-tlwg (glyph positioning with GPOS, rearrangement with GSUB):

Arundina Sans font from Fonts-SIPA-Arundina (positioning by substitution, only GSUB, no GPOS):

But for legacy fonts without OpenType features, it renders badly:

In addition, according to Behdad, PUA glyphs in legacy fonts are not supported yet. This means there will be regression on fonts designed for Windows XP or below. But modern fonts designed for Windows 7 should be fine.
Changes on Bugs
The engine replacement from scratch certainly affects existing bugs. Some become obsolete, some still remain. Here are the summary for Thai/Lao engine, as resolved upstream:
Closed bugs:
- GNOME #616495 (Debian #620001) regarding Lao MAI KONG rendering, which was caused by a flaw in my code. I have proposed a patch for a while, but no action is taken yet. And patched debs have been locally distributed as a workaround. However, with HarfBuzz replacement, the bug has now gone.
- GNOME #378001 regarding minority languages supports. I hadn’t worked on this because I was waiting for WTT 3.0, a local standard, to be drafted. Anyway, with HarfBuzz replacement, the old WTT 2.0 clustering has been dumped and replaced with Unicode guidelines. Therefore, I assume it should be now possible to render minority languages with Thai script, provided that the font has the required OpenType features.
- GNOME #393307, #677090 regarding wrong rendering of zero-width marks like ZWJ, ZWSP. This bug has also been dumped with the HarfBuzz replacement.
Questionable bugs:
-
GNOME #583718 (Debian #620002) regarding the rendition of Thai SARA AM (U+0E33) on VTE with excessive dotted circle. So far, I have disagreed with Behdad whether this bug should be treated along with Indic scripts. IMO, there is an easy path for Thai by rendering monospace fonts differently, which is also in accordance with widespread practice everywhere else, albeit XTerm, Emacs, or framebuffer TTYs. But Behdad doesn’t like the idea and insists that it should be treated along with Indic scripts, which would complicate things a lot. So, the bug has been there for many years. Meanwhile, I have also provided a workaround in the aforementioned patched debs.
BTW, the situation has been changed a little bit after the HarfBuzz replacement. Firstly, let’s see the problem with current Pango:

One can easily spot the dotted circle glitches. And here is how I workaround it, which is like how it's rendered on other terminals:

With the HarfBuzz replacement, here is how it renders:

That is, although it’s still wrong, it’s more tolerable. So, the question for users is: Could they tolerate this until VTE is redesigned for Indic scripts supports?
Remaining bugs:
- GNOME #576156 (Debian #620004) regarding weird cursor movements caused by Unicode UAX #29. Many amendment efforts have been pushed to Unicode from different sources, until it was finally accepted in Unicode 6.1.0. However, no action has been taken in Pango yet. We still have to push it further. Again, a fix has also been provided in the patched debs.
28 August 2012 07:25 GMT
9 July 2012
เนื่องจากช่วงอาทิตย์ที่แล้ว ได้รับเชิญเข้าร่วมงานประชุมระดมสมองเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนาภาษาไทยในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส" ซึ่งทาง NECTEC เป็นผู้จัด สถานที่จัดงานคือ เป็นรีสอร์ทในจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะไปร่วมงานได้เสาะหา HDD 500GB 7200rpm ซึ่งทางร้านได้สั่งมาให้แบบไม่ทันตั้งตัว จึงจัดงบไปสอยมาโดยเร็ว พร้อมกับคิดไปพร้อมว่าจะย้ายข้อมูลจากก้อนเดิม (120GB) มาก้อนใหม่ (500GB) ยังไงดี
คืนแรกที่ได้ HDD มา ซึ่งได้สอย Enclosure USB2.0 มาด้วย ได้พยายามดึงข้อมูลจากก้อนเดิม (sda) ไปก้อนใหม่ (sdb) ด้วยคำสั่งอันทรงพลัง
# dd if=/dev/sda of=/dev/sdb
ด้วยความเร็ว 4 - 5 MB/s ไม่ได้จับเวลาแน่นอน แต่ทำไว้ก่อนนอน ตื่นมาก็เห็นว่าหยุดส่งข้อมูลแล้ว จัดแจงเปลี่ยนถ่ายก้อนใหม่เข้าสู่เครื่องด้วยประสบการณ์ในการบำรุงรักษาพัดลม CPU เมื่อคราวก่อน (Vaseline Fix) ไม่มีอะไรยุ่งยาก ผลที่ได้คือ boot เข้ามาปกติ ยิ้มในใจว่ารอดแล้ว
คิดการถัดไปคือ ขยาย partition เพื่อใช้เนื้อที่ที่เหลือ แต่ต้องตกใจ เมื่อสั่ง
# fdisk /dev/sda -l
...
...
Partition 1 does not start on physical sector boundary
...
...
จริง ๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอปัญหานี้ แต่ต่างตรงที่ว่า คราวแรกที่เจอตอนไปร่วมงาน NLC ที่ NECTEC ที่จำเป็นต้อง clone disk ในคราวนั้นไม่ได้ติดใจอะไร เนื่องจากทาง NECTEC ได้เตรียมต้นฉบับใหม่อีกรอบ เลยไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย แต่พอมาเจอกับตัวเองคราวนี้ ต้องออกแรงหาสาเหตุ และในที่สุดก็พบสาเหตุ คือ HDD สองก้อนมี Physical Sector ไม่เท่ากัน คือ
120 GB:
# fdisk /dev/sda -l
...
...
Units = sectors of 1 * 512 = 512 bytes
Sector size (logical/physical): 512 bytes / 512 bytes
I/O size (minimum/optimal): 512 bytes / 512 bytes
...
...
500 GB:
# fdisk /dev/sda -l
...
...
Units = sectors of 1 * 512 = 512 bytes
Sector size (logical/physical): 512 bytes / 4096 bytes
I/O size (minimum/optimal): 4096 bytes / 4096 bytes
...
...
จึงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหาว่า เราไม่สามารถจะ clone partition table จากก้อนเดิม มาก้อนใหม่ได้ตรง ๆ การรอคอยทั้งคืนที่ผ่านมาไม่เกิดผลอะไรเลย T_T
นั่งคิดหาวิธีการ กับเจ้าดิว เนื่องจากสิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ "เวลา" เนื่องจากมีกำหนดการเดินทางไป ขอนแก่น ตอนบ่าย ดังนั้นจึงเหลือเวลาให้ดำเนินการไม่เกิน 3 ชั่วโมงครึ่ง สิ่งที่เราคิดกันได้คือ ถ้าใช้ USB ในการ clone เราจะทำ speed ไม่ได้แน่ ๆ และอีกอย่างคือ เมื่อนำ HDD ต่อกับ enclosure เราจะได้ Physical Sector size แค่ 512 Bytes เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้องอยู่ดี หลังจากคิดกันสักครู่เราก็ได้ solution ดังนี้คือ
- นำ HDD ทั้งสองลูก (120GB/500GB) ต่อเข้าเครื่อง Notebook เครื่องละลูก
- จัดการสร้าง partition ในสภาวะที่เครื่องรู้จัก Physical Sector size เป็น 4096 Bytes โดยในส่วนของ partition ที่จะไม่มีการขยายจะกำหนด จำนวน sector ให้เท่ากับต้นฉบับ
ข้อมูล partition ดูได้ด้วยคำสั่งที่เครื่อง 120 GB
# sfdisk -d /dev/sda
# partition table of /dev/sda
unit: sectors
/dev/sda1 : start= 2048, size= 1959868, Id=83
/dev/sda2 : start= 1961984, size= 97659136, Id=83
...
...
-
- หลังจากกำหนด partition เพื่อให้ได้ขนาดตาม HDD ก้อนเดิม และเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นในส่วนที่ต้องการขยายใน HDD ก้อนใหม่แล้ว จึงเริ่มทำการคัดลอกข้อมูล คราวนี้เราส่งข้อมูลผ่าน Gigabit Ethernet โดยใช้ Swiss Army Knife อย่าง netcat
500 GB:
# nc -l 192.168.100.1 2222 > /dev/sda1
120GB:
# nc 192.168.100.1 2222 < /dev/sda1
และทำเช่นเดียวกัน กับ sda2, sda3 ส่วน sda4 ซึ่งเป็น swap ตัดสินใจจะสร้างใหม่เลย ตามคำแนะนำของ madduct (http://madduck.net/docs/cryptdisk/) ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ในการทำ cryptdisk ตั้งแต่คราวแรก
ความเร็วที่ได้อยู่ราว ๆ 30 MB/s ซึ่งเพิ่มจากเดิมราว ๆ 6 เท่า และคำนวณเวลาคร่าว ๆ ก็พบว่าความเร็วนี้ สามารถที่จะทำให้เสร็จภายในกรอบเวลาคือ 3 ชั่วโมงครึ่ง
หลังจากถ่ายข้อมูลเรียบร้อย สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ ติดตั้ง GRUB โดยต้องพึ่ง Debian Installer เพื่อจะเข้าสู่โหมด Rescue และ chroot เข้าไปยัง root ของ HDD และติดตั้ง GRUB
เนื่องจากเครื่องผมทำ Encryption File System ไว้ ทำให้ติดปัญหาว่า หลังจากติดตั้ง GRUB แล้ว ถอดรหัส HDD แล้วก็ยัง boot ไม่ขึ้น ต้องทำการ update-initramfs อีกครั้งจึง boot ได้ปกติ และตอนนี้ fdisk ก็ไม่แจ้ง warning แล้ว
# fdisk /dev/sda -l
Disk /dev/sda: 500.1 GB, 500107862016 bytes
255 heads, 63 sectors/track, 60801 cylinders, total 976773168 sectors
Units = sectors of 1 * 512 = 512 bytes
Sector size (logical/physical): 512 bytes / 4096 bytes
I/O size (minimum/optimal): 4096 bytes / 4096 bytes
Disk identifier: 0xe9dbfc26
Device Boot Start End Blocks Id System
/dev/sda1 2048 1961915 979934 83 Linux
/dev/sda2 1961984 99621119 48829568 83 Linux
/dev/sda3 99622912 959782911 430080000 83 Linux
/dev/sda4 959782912 976773119 8495104 83 Linux
หลังจากมั่นใจแล้วว่า fdisk ไม่แจ้ง warning ก็ใช้ Debian Installer เพื่อเข้า rescue mode อีกครั้ง เพื่อที่จะขยาย partition
# cryptsetup resize sda3_crypt
# e2fsck -f /dev/mapper/sda3_crypt
# resize2fs /dev/mapper/sda3_crypt
เป็นอันเรียบร้อย ไม่ต้องติดตั้ง Debian และจัดการระบบใหม่ ผมได้ระบบเหมือนเดิมทุกอย่าง พร้อมพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น :)
Happy Hacking!
โดย neutron ณ 9 July 2012 06:33 GMT
26 June 2012
Cores แกนหลักๆ ซึ่งก็คือ LAMP นั่นเอง
- Linux ซึ่งปกติใช้ Debian ตอนนี้รุ่น stable คือ squeeze (6.0) บนสถาปัตยกรรม amd64 คงไม่มีใครใช้ 32 bit นะ
- Apache httpd โดยใช้ MPM แบบ worker แม้ว่าจะมีคู่แข่งอย่าง lighttpd หรือ nginx แต่ apache httpd มีฟีเจอร์มากมายและตั้งค่าได้ง่าย ในเรื่องความเร็วในการให้บริการเว็บแบบ dynamic content ด้วย PHP ไม่ได้ต่างกันมาก
- MySQL จริงๆ คือ database server สักตัว แต่ส่วนใหญ่ developer ยังถนัดจะใช้ mysql กันอยู่ ก็ตามนั้นไปก่อน ทางเลือกอื่นๆ ก็มี percona ซึ่งเป็น mysql clone, postgreSQL หรือจะ NoSQL ก็ mongodb, couchdb เป็นต้น
- PHP ตอนนี้ใช้รุ่น 5.3 อยู่ แต่รันแบบ fpm (php5-fpm) ตัวนี้ยังไม่มีบน squeeze แต่สามารถลงได้จาก repo ของ dotdeb.org เป็นตัวที่
รัน php5 ในโหมด fastcgi ซึ่งมีระบบบริหารจัดการโพรเซสด้วย ต่างจาก
php5-cgi ที่แม้ว่าจะรันเป็น fastcgi ได้แต่ชอบมีปัญหา process ค้าง
Extensions ส่วนขยายที่ทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น
- varnish ตัวนี้เป็น reverse proxy สำหรับรับ connection ที่ port 80 ก่อนจะส่งต่อให้ apache จุดเด่นคือ ทำ caching ได้, มี apache เป็น backend หลายๆ เครื่องได้ คือทำ load balance ได้นั่นเอง, เขียน script เพื่อจัดการกับภาระกิจบางอย่างได้ เช่น backend เรียกไปแล้ว error 503 กลับมา ก็สั่งให้เรียกไปใหม่ หรือให้แสดงหน้ารอ แล้ว refresh ใหม่ เป็นต้น (503 มักเกิดจาก backend ไม่พร้อมให้บริการในขณะนั้น ส่วนใหญ่รอสักพักแล้ว refresh ก็ใช้ได้ตามปกติ) ปัญหาหนึ่งของการใช้ varnish + apache คือข้อมูลล็อกของ apache จะเก็บ client IP เป็น IP ของ varnish เอง ไม่ใช่ของ client ที่แท้จริง แก้โดยใช้ libapache2-mod-rpaf
- couchbase ใช้ทำหน้าที่เป็น memcache โดยใช้สำหรับ 1. เก็บ php session data 2. ใช้เป็น memcache สำหรับเก็บข้อมูล cache ชั่วคราว โดยไม่ต้อง query จาก database บ่อยๆ (ต้องเขียนแอปให้รองรับการใช้ memcache ด้วย) เดิมใช้ memcached แต่ couchbase ดีกว่าตรงที่ สามารถทำงานแบบ cluster คือมีหลายๆ เครื่องช่วยกันทำงานได้ สามารถเก็บลงดิสก์ได้ มีหน้าเว็บสำหรับ monitor และตั้งค่าต่างๆ ได้
- ufw การกำหนดค่า firewall ด้วย iptables (netfilter) นั้นสำหรับผมเองถือว่ายุ่งยากมาก โดยเฉพาะเวลาที่ต้องกลับมาแก้หรือปรับบางค่าใหม่ พอมาลอง ufw แล้วสะดวกสบายขึ้นมาก
Luxuries ไม่ได้ทำให้ระบบทำงานดีขึ้น แต่ช่วยสนับสนุนในการติดตามเฝ้าดูระบบ
- munin เอาไว้เก็บข้อมูลการทำงานของระบบไว้ตรวจสอบ โดยมันจะสร้างเป็นชุดของแผนภูมิให้ดูง่ายๆ และสวยงามเลยทีเดียว สามารถใช้เก็บข้อมูลจากหลายๆ เครื่องได้โดยติดตั้งเฉพาะแพกเกจชื่อ munin-node แล้วให้ munin ตัวหลักไปเรียกเอาข้อมูลมาประมวลเป็นแผนภูมิ
- monit เอาไว้คอย monitor ระบบและจัดการแจ้งเตือน หรือรันคำสั่งที่ตั้งไว้ เมื่อตรวจพบเหตุบางอย่าง เช่นเปิดหน้าเว็บที่กำหนดไว้ไม่ได้ ดิสก์เหลือน้อย พบแพทเทิร์นล็อกที่กำหนดไว้ เป็นต้น
- webalizer เอาไว้วิเคราะห์ล็อกของ web server แสดงเป็นรูปแผนภูมิสวยงาม ดูง่าย และน่าจะคุ้นเคยกันดี
โดย Kamthorn Krairaksa (noreply@blogger.com) ณ 26 June 2012 04:38 GMT
31 May 2012
7 May 2012
ชีวิตผกผันเป็นเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ เหมือนหลายๆคนที่รู้จักก็เคยเกิดเรื่องของชีวิตที่ผักผัน มันเปลี่ยนหน้าตาตัวเองหรือแนวคิดตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ การย้ำเตือนตัวเองว่าสักวันหนึ่งมันจะเกิดขึ้นกับตัวเองให้ตัวเองพึ่งระวังเอาไว้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว. เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่หลายอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง มันก็เหมือนความรู้สึกและเหตุผลที่อยากให้มันเกิดขึ้น จมหายไปต่อหน้าต่อตา แม้จะเก็บความรู้สึกไว้มากสักเท่าไร สายธารของคาดหวังที่มันพังไปต่อหน้า ก็กระดังเข้ามา ความเจ็บปวดที่กัดกร่อนทำหน้าที่ของมันตามความคาดหวังอย่างที่เคยคิด และอยากจะให้เป็น การมองโลกในแง่ดีเพื่อให้ตัวเองออกจากสิ่งที่จมนั้นเหมือนกับการกล่อมตัวเองให้รอดพ้นจากแรงสายธารของความคาดหวัง มันเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก การมองโลกในแง่ดีแล้วไม่เป็นอย่างที่คาดหวังเราจะเจ็บปวด มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทีเดียว มองโลกในแง่ร้ายก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเมื่ออดีตมันผ่านพ้นไปแล้ว
เมื่อไรก็ตามที่ความคาดหวังพังลงนั้นเกิดขึ้นอีก ผมก็กลับมามองตัวเองถึงสิ่งที่ทำผิดพลาดไปแล้วขอร้องให้สิ่งเหล่านั้นไหลย้อนกลับมา ทั้งที่ความจริงแล้วมีโอกาสเพียงครั้งเดียว.
อะไรหลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังมันจะพังไปตรงหน้า เราจะมองโลกด้านเดียว มันเป็นไปไม่ได้ หากหันหน้าคุยกันแล้วเส้นทางที่ตกลงกันนั้นทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ มันก็เจ็บใจด้วยกันทั้งนั้น. คนเรามีทางต้องเดินต่อไปข้างหน้า ความทรงจำที่โกธรแค้นไม่ได้ช่วยให้เราก้าวไปได้อย่างมีความสุข เพราะความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นทุกครั้งที่โกธรแค้น อย่าให้ชีวิตเราต้องติดกับสิ่งนี้ แม้จะต้องเดินไปข้างหน้า แต่อย่าลืมเงาแห่งอดีต มันต้องเข้าใจวา่อะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร การอยู่อย่างเข้าใจทำให้มองเห็นอะไรในอีกมุมมองหนึ่ง ถึงมันจะแย่ แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจเพียงแต่มันแก้ไขไม่ได้ เพราะตัวแปรเหล่านั้นไม่ใชตัวแปรที่เราควบคุมได้ หากเป็นอนาคตที่คาดหวังมันก็เป็นตัวแปรที่ยากจะควบคุม.
ถ้าวันไหนที่หัวใจตัวเองล้มเหลวลงไป ก็กล่อมใจตัวเองว่าอดีตคือสิ่งที่สอน การก้าวต่อไปคือสิ่งที่ขอให้เกิดขึ้น
หากถามว่าอะไรคือสิ่งสุดท้ายที่จะขอให้เหลืออยู่ แม้จะมีตำหนิในสิ่งนั้น ก็ขอให้ก้าวต่อไป.
โดย chatsiri ณ 7 May 2012 16:45 GMT
13 January 2012
25 October 2011
สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับผมคือ Overlay Scrollbars ใน ubuntu โอเค ถ้าในหน้าจอเล็กๆ อย่าง netbook ก็ว่าไปอย่างแต่ใน notebook แล้วมันทำให้การทำงานยากขึ้น ซะอย่างนั้นแล้วเอา Feature นี้ออกดีกว่าโดยการคำสั่งนี้ใน Terminal
sudo su
echo "export LIBOVERLAY_SCROLLBAR=0" > /etc/X11/Xsession.d/80overlayscrollbars
แล้วทำการ Reboot หนึ่งครั้ง
ถ้าไม่ได้ผลให้ทำการ remove ออกดังนี้
sudo apt-get remove overlay-scrollbar liboverlay-scrollbar-0.1-0
แล้ว Reboot อีกที
และแล้ว Scrollbar อันเก่าที่เราคุ้นเคยก็กลับ อิอิ
ที่มา... http://www.webupd8.org/2011/04/how-to-disable-overlay-scrollbars-in.html
โดย q0022 (noreply@blogger.com) ณ 25 October 2011 09:59 GMT
2 October 2011
Quite a belated English blog (after the Thai version), due to busy personal life lately.
I had visited Yangon during 4-11 Sep. to give some talks and tutorials on Debian packaging and mirroring. And I've shared some information with community.
The visit was initiated by Ngwe Tun and the Myanmar L10N team. I found later that a Facebook event had been created for this.
Localization
The first day was a comparison between Myanmar and Thai supports in GNU/Linux, in which I briefed the status on Thai side, and Thura Hlaing on Myanmar side. It was nice that we had the Myanmar Computer Federation (MCF) director presiding the meeting til the end. That means GNU/Linux support has been awared at executive level.
According to Thura, Burmese has gained support in GNU/Linux quite well. On the rendering side, all the reordering for the logical order is normally done with pure GSUB in the fonts, without special processing on the rendering engine. This is suboptimal in principle, but it's the most effective way, as Windows redering engine itself does not yet support Myanmar, either.
For input method, Myanmar XKB map has been available in xkb-data for a long time, but to serve users' familarity with visual order typing, some reordering input methods have been developed, based on keymagic and ibus. But all are not context-sensitive like what's done for Thai in other frameworks. Fortunately, with the surrounding text API recently added to ibus, this has become possible.
One unusual requirement for Myanmar script editing is the caret movements. It needs to move syllable-wise, not character-wise nor cluster-wise. So, I suggested them to have a look on UAX #29 to see how it should be amended.
Myanmar locales are already done, both for GNU C library and CLDR. And even a GNOME applet for Myanmar lunar calendar is also available. This latter thing is what Thai can learn from.
Burmese word segmentation is not supported in general. But R&D works have been done for this in its NLP lab.
A serious issue left to solve is the existing abuses of Unicode. In Myanmar, there exist at least 14 variations of font hacks, abusing some free slots in Unicode charts as pre-composed clusters for information interchange (not for font internals), making plain text interchange impossible without the proper font for rendering.
For program translation, the new Myanmar L10N team is trying to request for a mass submission to the current GNOME team. And for Debian, Thura Hlaing and Ngwe Tun has already started the translation process with Christian's help.
Along my stay, I could see the team actively discussing on the IT glossary, trying to settle down the translated terms. This looked very fun.
Debian
Then, the next three days were a workshop on Debian packaging, where I have presented the basics of Debian package building, uploading, quality-controlling, modifying, creating and delivering. This aimed toward the development of a local distribution based on Debian.
Each day in the afternoon was the time for setting up a Debian mirror, not only for convenient local distro developement, but also for general users. This is important because internet penetration is still low in Myanmar. The main media for software distribution is CD/DVD, which means only stable version of Debian can be spread, which is not good for desktop users. Having a mirror should improve the situation somehow. It should make dist-upgrading to testing/unstable easier. And it should make CD snapshotting using local distributions easier, too.
For this, I also presented another quick slide on Debian mirroring & caching.
In the last day, I was introduced to the staffs of Myanmar NLP Lab and their projects, which include Myanmar OCR (based on tesseract), information retrieval, machine translation, and other lingustic resources like dictionary, lexicon and text corpus.
Furthermore, I was also offerred technical helps on developing a Lao/Esaan Tham font for a Lao and North Eastern Thailand variation of Tham script, which is Mon-based and is closely related to Myanmar script. (See some sample transliterations if you are curious how it looks like. It was part of my hacking during DebConf11 travelling.) Currently, its OpenType support is quite sufficient, but it still renders poorly on Mac OSX. To cope with this, I was given a Mac Mini as a present from Myanmar for its development, as well as some explanations on AAT features from a Myanmar font developer. And I am very grateful for that.
2 October 2011 08:31 GMT
22 September 2011
ออกมาตราการบริหารงานโค็ดใหม่ โดยตั้งเป็น dev server กับ production server เพราะโปรแกรมเมอร์เริ่มเยอะ แต่มันเหนื่อยเหมือนกันแฮะกับการมาไล่ดูว่าจะอะไรจะ up หรือไม่ up เข้า production server แต่ก็คุม bug ไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลากับแรงเยอะเหมือนกันนะ
โดย q0022 (noreply@blogger.com) ณ 22 September 2011 06:47 GMT
31 July 2011
Flash Rom เจ้า Android คู่ใจทั้งสองเครื่องทุกครั้งก็ต้องมานั่งนึก เลยเขียนเก็บไว้ดีกว่า
โดย Zena (noreply@blogger.com) ณ 31 July 2011 21:49 GMT