Python Tutorial (เรียนรู้ไพธอน)

หมายเหตุจาก webmaster: คุณ wd เขียนบทความชุดนี้ไว้ได้เกือบแปดเดือนแล้วครับ แต่ webmaster ตรวจไม่เสร็จสักที ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ แต่เห็นว่าดองไว้นานก็น่าเสียดาย จึงเผยแพร่ทั้งที่ยังตรวจไม่เสร็จไปก่อน

เอามาจาก Python Tutorial

ตั้งใจเขียนให้อ่านสนุก ๆ นะครับ อย่าจริงจัง

1. เกริ่น (Whetting Your Appetite)

ไพธอนเป็น ...

สำหรับเดเบียน ไพธอนจะถูกติดตั้งมาเป็นค่าปริยาย แต่หากถูกถอดออกไปแล้ว ก็สามารถติดตั้งใหม่ด้วยคำสั่ง

$ sudo aptitude install python

2. ใช้งานไพธอนแบบบรรทัดคำสั่ง (Using the Python Interpreter)

2.1 เรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง (Invoking the Interpreter)
2.2 ตัวแปลคำสั่งและสภาพแวดล้อม (The Interpreter and Its Environment)


2.1 เรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง (Invoking the Interpreter)

ในเดเบียนตัวโปรแกรมไพธอนจะอยู่ที่ /usr/bin/python ซึ่งจะเป็นลิงก์โยงไปหาตัวไพธอนรุ่นที่เราติดตั้งจริง ๆ เช่น

$ which python
/usr/bin/python
$ ls -l /usr/bin/python
lrwxrwxrwx 1 root root 9 2006-12-26 19:18 /usr/bin/python -> python2.4

จะเห็นว่ารุ่นของไพธอนตามตัวอย่าง เป็นรุ่น 2.4

ซึ่งไดเรกทอรี /usr/bin จะอยู่ในพาธการค้นหาโปรแกรมอยู่แล้ว ดังนั้นเราสามารถเรียกใช้ได้ง่าย ๆ ว่า

$ python

สำหรับลินุกซ์ดิสโทรอื่นก็คล้าย ๆ กัน

ในวินโดวส์ เมื่อติดตั้งไพธอนเสร็จแล้ว ตัวโปรแกรมจะไปอยู่ที่ C:\Python24 ซึ่งเราอาจต้องเพิ่มในพาธเอง ด้วยการเข้าสู่ Command Prompt และพิมพ์ดังนี้

set path=%path%;C:\python24

ทั้งหมดนี้เป็นการเรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่งของไพธอน ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้งานแบบโต้ตอบกับตัวแปลภาษาได้

แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งคือ หากเราต้องการเพียงแค่ทดลองเพียงคำสั่งเดียวแล้วออกจากไพธอนเลย เราอาจใช้รูปแบบเป็น python -c command [arg] เช่น

$ python -c 'print "abcd"'
abcd
2.1.1 การส่งผ่านค่า (Argument Passing)

เมื่อเรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง ค่าตามหลังที่เราส่งผ่านให้กับโปรแกรม จะถูกเก็บไว้ที่ตัวแปร sys.argv โดย...

2.1.2 ใช้งานแบบโต้ตอบ (Interactive Mode)

พร็อมต์หลัก (Primary prompt) คือ >>>

$ python
Python 2.4.4 (#2, Apr  5 2007, 20:11:18) 
[GCC 4.1.2 20061115 (prerelease) (Debian 4.1.1-21)] on linux2
Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
>>> 

แต่หากยังไม่จบบล็อค จะใช้พร็อมต์ตาม (Secondary promt) คือ ... ดังนี้

>>> the_world_is_flat = 1
>>> if the_world_is_flat:
...     print "Be careful not to fall off!"
... 
Be careful not to fall off!


2.2 ตัวแปลคำสั่งและสภาพแวดล้อม (The Interpreter and Its Environment)

2.2.1 การจัดการข้อผิดพลาด (Error Handling)

เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ไพธอนจะรายงานข้อผิดพลาดและรายทางของการผิดพลาด โดย

รายงานความผิดพลาดทั้งหมดจะถูกส่งไปยังสายการรายงานข้อผิดพลาดของระบบ (standard error stream) และการแสดงผลก็จะถูกส่งไปยังเอาต์พุตของระบบเช่นกัน

การกดคีย์เพื่อขัดจังหวะ เช่น Control-C หรือ DEL จะ...

2.2.2 การทำให้สคริปต์รันได้ (Executable Python Scripts)

แค่เติม Hash bang ที่บรรทัดแรกของสคริปต์ ก็จะทำให้สคริปต์สามารถรันได้

#! /usr/bin/env python

อย่าลืมเปลี่ยนโหมดให้รันได้ด้วย

$ chmod +x myscript.py
2.2.3 การแจ้งรหัสอักขระของซอร์สโค้ด (Source Code Encoding)

หากมีส่วนของซอร์สโค้ดที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษล้วน ควรแจ้งรหัสอักขระที่ใช้ด้วย ด้วยการเติมต่อจากบรรทัดแรกว่า

# -*- coding: encoding -*- 

สามารถดูรหัสอักขระทั้งหมดที่ Python Library Reference ในหัวข้อ codecs

เช่น ถ้าจะใช้สตริงที่มีสัญลักษณ์หน่วยเงินยูโร เราอาจเลือกใช้รหัสอักขระ ISO-8859-15 (ค่า ordinal คือ 164) ซึ่งในสคริปต์นี้จะพิมพ์ค่า 8364 ซึ่งเป็นค่ายูนิโค้ดของสัญลักษณ์ยูโร

# -*- coding: iso-8859-15 -*-
 
currency = u"€"
print ord(currency)

แต่สำหรับยุคนี้ ควรเลือกใช้ UTF-8 ดีกว่าเยอะ เพราะรองรับอักขระทุกตัวในโลก

2.2.4 การสร้างไฟล์เริ่มต้นสำหรับโหมดโต้ตอบ (The Interactive Startup File)

ในการใช้งานโหมดโต้ตอบ บางครั้งอาจต้องตั้งค่าเริ่มต้นให้ระบบ ซึ่งทำได้โดยใส่ชื่อโปรแกรมที่ต้องการรันในขณะเริ่มต้นในตัวแปรแวดล้อมชื่อ PYTHONSTARTUP (คล้ายกับการตั้งค่าไฟล์ .profile ในลินุกซ์)

เราสามารถขยายความสามารถนี้ โดยให้ไฟล์เริ่มต้นหลักมาดูในไดเรกทอรีปัจจุบันก่อน ว่ามีไฟล์ที่มีชื่อตามที่เรากำหนดหรือไม่ ถ้ามีก็จะรันตามที่เรากำหนดไว้ เช่นถ้ากำหนดให้ใช้ชื่อว่า .pythonrc.py ก็ใช้คำสั่งว่า "if os.path.isfile('.pythonrc.py'): execfile('.pythonrc.py')" เป็นต้น

โปรแกรมเริ่มต้นนี้จะถูกเรียกในโหมดโต้ตอบเท่านั้น จะไม่ถูกเรียกในการรันสคริปต์ แต่ถ้าต้องการให้สคริปต์เรียกโปรแกรมเริ่มต้นนี้ด้วย จะต้องสั่งในสคริปต์เอง เช่น

import os
filename = os.environ.get('PYTHONSTARTUP')
if filename and os.path.isfile(filename):
    execfile(filename)

3. รู้จักไพธอน (An Informal Introduction to Python)

3.1 ใช้งานเป็นเครื่องคิดเลข (Using Python as a Calculator)
3.2 ลองเขียนสักสคริปต์นึง (First Steps Towards Programming)

ตัวอย่างจะใช้เครื่องหมาย # แทนคอมเมนต์ เช่น

# this is the first comment
SPAM = 1                 # and this is the second comment
                         # ... and now a third!
STRING = "# This is not a comment."


3.1 ใช้งานเป็นเครื่องคิดเลข (Using Python as a Calculator)

3.1.1 ตัวเลข (Numbers)

ในโหมดโต้ตอบ เราใช้แทนเครื่องคิดเลขได้เลย เช่น

>>> 2+2
4

>>> # This is a comment
... 2+2
4

>>> 2+2  # and a comment on the same line as code
4

>>> (50-5*6)/4
5

>>> # Integer division returns the floor:
... 7/3
2

>>> 7/-3
-3

กำหนดค่าให้ตัวแปรด้วย = ตามปกติ

>>> width = 20
>>> height = 5*9
>>> width * height
900

กำหนดค่าทีละหลายตัวแปรพร้อมกันก็ได้

>>> x = y = z = 0  # Zero x, y and z
>>> x
0

>>> y
0

>>> z
0

รองรับทศนิยมจุดลอยตัว (floating point) ด้วย โดยมีหลักว่า ถ้าต้นทางเป็นจำนวนเต็ม ผลจะเป็นจำนวนเต็ม ถ้าต้นทางเป็นทศนิยม ผลจะเป็นทศนิยม (ถ้าผสมกันก็จะเป็นทศนิยมเช่นกัน)

>>> 3 * 3.75 / 1.5
7.5

>>> 7 / 2
3

>>> 7.0 / 2
3.5

จำนวนเชิงซ้อนก็ได้ โดยตัวเลขจินตภาพจะต้องต่อท้ายด้วย "j" หรือ "J" โดยมีรูปแบบเป็น "(real+imagj)" หรือใช้ฟังก์ชัน "complex(real, imag)" ก็ได้

>>> 1j * 1J
(-1+0j)

>>> 1j * complex(0,1)
(-1+0j)

>>> 3+1j*3
(3+3j)

>>> (3+1j)*3
(9+3j)

>>> (1+2j)/(1+1j)
(1.5+0.5j)

ตัวเลขในจำนวนเชิงซ้อน จะเก็บในรูปทศนิยมเสมอ และสามารถแยกส่วนจริงกับส่วนจินตภาพได้ ด้วยการเขียนในรูปออบเจกต์คือ z.real และ z.imag

>>> a=1+0.5j
>>> a.real
1.0

>>> a.imag
0.5

ไม่สามารถใช้ฟังก์ชันการแปลงตัวเลขปกติ คือ float(), int() และ long() กับจำนวนเชิงซ้อนได้ แต่สามารถใช้ฟังก์ชัน abs(z) หาค่าสัมบูรณ์ และใช้ z.real หาค่าส่วนจริงของ z ได้

>>> a=3.0+4.0j

>>> float(a)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: can't convert complex to float; use abs(z)

>>> a.real
3.0

>>> a.imag
4.0

>>> abs(a)  # sqrt(a.real**2 + a.imag**2)
5.0

พิเศษสำหรับโหมดโต้ตอบ ค่าที่ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งสุดท้าย จะถูกเก็บไว้ในตัวแปรพิเศษคือ _ เราอาจนำตัวแปรนี้ไปใช้ในการคำนวนค่าต่อ ๆ ไปได้

>>> tax = 12.5 / 100
>>> price = 100.50
>>> price * tax
12.5625

>>> price + _
113.0625

>>> round(_, 2)
113.06

*** เนื่องจาก _ เป็นตัวแปรพิเศษดังกล่าว ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด จึงไม่ควรกำหนดค่าให้มัน ควรใช้เป็นตัวแปรเฉพาะตามวัตถุประสงค์ของไพธอนเท่านั้น

3.1.2 สตริง (Strings)

สามารถใช้งานสตริงได้ทั้งอัญประกาศเดี่ยวและคู่ (Single & Double quote)

>>> 'spam eggs'
'spam eggs'

>>> 'doesn\'t'
"doesn't"

>>> "doesn't"
"doesn't"

>>> '"Yes," he said.'
'"Yes," he said.'

>>> "\"Yes,\" he said."
'"Yes," he said.'

>>> '"Isn\'t," she said.'
'"Isn\'t," she said.'

ใช้สตริงแบบหลายบรรทัด โดย...

ที่สำคัญคือ เริ่มต้นด้วยอัญประกาศแบบไหน ก็ต้องปิดท้ายด้วยอัญประกาศแบบนั้นเสมอ

ใช้ + ในการเชื่อมสตริง และ * ในการซ้ำข้อความตามจำนวนที่กำหนด

>>> word = 'Help' + 'A'
>>> word
'HelpA'

>>> '<' + word*5 + '>'
'<HelpAHelpAHelpAHelpAHelpA>'

ช่องว่างระหว่างสตริงจะถูกตีความเป็นการเชื่อมสตริง แต่ใช้ได้กับค่าคงที่ (literal) เท่านั้น ตัวแปรหรือฟังก์ชันไม่เกี่ยว

>>> 'str' 'ing'                   #  <-  This is ok
'string'

>>> 'str'.strip() + 'ing'   #  <-  This is ok
'string'

>>> 'str'.strip() 'ing'     #  <-  This is invalid
  File "<stdin>", line 1, in ?
    'str'.strip() 'ing'
                      ^
SyntaxError: invalid syntax

สตริงทำตัวเป็น แอร์เรย์ของอักขระ ดังนั้นจึงสามารถอ้างถึงแบบแอร์เรย์ได้ โดยสามารถอ้างเป็นช่วงด้วย : (colon) ได้ ซึ่งไพธอนเรียกช่วงของสตริงนี้ว่าสไลซ์ (slice)

>>> word[4]
'A'

>>> word[0:2]
'He'

>>> word[2:4]
'lp'

ถ้าละเลย ไม่ใส่ค่าดัชนี ถ้าเป็นดัชนีข้างหน้า จะถูกตีความเป็นศูนย์ และตัวหลังจะถูกตีความเป็นความยาวสตริง

>>> word[:2]    # The first two characters
'He'

>>> word[2:]    # Everything except the first two characters
'lpA'

สตริงในไพธอนไม่เหมือนกับภาษาซี ไพธอนไม่สามารถเปลี่ยนค่าสตริงโดยอ้างจากดัชนีได้

>>> word[0] = 'x'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: object doesn't support item assignment

>>> word[:1] = 'Splat'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: object doesn't support slice assignment

แต่ก็สร้างใหม่ได้ไม่ยาก

>>> 'x' + word[1:]
'xelpA'

>>> 'Splat' + word[4]
'SplatA'

>>> x = word[:]
>>> x = 'Splat' + x[4]
>>> x
'SplatA'

ลูกเล่นเล็กน้อย ให้ผลเป็น s เหมือนเดิม

>>> word[:2] + word[2:]
'HelpA'

>>> word[:3] + word[3:]
'HelpA'

ดัชนีที่เป็นค่านอกช่วงที่มีจริง ไพธอนจะแสดงเป็นอักขระว่างให้ โดยไม่รายงานความผิดพลาด

>>> word[1:100]
'elpA'

>>> word[10:]
''

>>> word[2:1]
''

ดัชนีที่เป็นค่าลบ จะเป็นการนับจากขวามาซ้าย

>>> word[-1]     # The last character
'A'

>>> word[-2]     # The last-but-one character
'p'

>>> word[-2:]    # The last two characters
'pA'

>>> word[:-2]    # Everything except the last two characters
'Hel'

ยกเว้น -0 มีค่าเท่ากับ 0 จึงนับจากซ้ายเป็นปกติ

>>> word[-0]     # (since -0 equals 0)
'H'

ถ้าระบุดัชนีเป็นช่วง ไพธอนจะจัดการค่าที่ไม่เป็นจริงให้ทั้งหมด แต่ถ้าใช้ดัชนีตัวเดียว ถ้าค่าดัชนีไม่เป็นจริง ไพธอนจะแสดงข้อผิดพลาด

>>> word[-100:]
'HelpA'

>>> word[-10]    # error
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
IndexError: string index out of range

เทคนิคการจำเรื่องช่วงดัชนีคือ ให้คิดว่าดัชนีเป็นค่าที่อยู่ระหว่างอักขระ ที่ซ้ายสุดเป็น 0 และขวาสุดเป็นความยาวสตริง

 +---+---+---+---+---+ 
 | H | e | l | p | A |
 +---+---+---+---+---+ 
 0   1   2   3   4   5 
-5  -4  -3  -2  -1

สำหรับดัชนีที่เป็นค่าบวก ขนาดของสไลซ์คือผลต่างของค่าตัวเลขดัชนี เช่นขนาดของ word[1:3] คือ 2

เราหาความยาวของสตริงได้ด้วยฟังก์ชัน len()

>>> s = 'supercalifragilisticexpialidocious'
>>> len(s)
34

ดูเพิ่มเติม
เรื่อง

3.1.3 สตริงแบบยูนิโค้ด (Unicode Strings)

เริ่มใช้ในไพธอนรุ่น 2.0 ในการจัดการข้อมูลแบบยูนิโค้ด (ดู http://www.unicode.org/)

ใช้งานเหมือนสตริงปกติ เวลาเขียนใช้ u นำหน้าอัญประกาศ

>>> u'Hello World !'
u'Hello World !'

ถ้าอักขระยูนิโค้ดตัวไหนพิมพ์ยาก อาจใช้ \u (Python Unicode-Escape) นำหน้า เช่น ตัวอย่างการใช้อักขระเว้นวรรค (space) คือ \u0020

>>> u'Hello\u0020World !'
u'Hello World !'

ในการใช้สตริงดิบกับยูนิโค้ด ใช้ ur นำหน้า และต้องใส่อักขระ \ สองตัว ไม่งั้นจะตีความเป็น Python Unicode-Escape ดูยุ่งยากเล็กน้อย แต่จะมีประโยชน์สำหรับการใช้งาน regular expresstion

>>> ur'Hello\u0020World !'
u'Hello World !'

>>> ur'Hello\\u0020World !'
u'Hello\\\\u0020World !'

จริง ๆ แล้ว ไพธอนเก็บข้อมูลสตริงเป็นอักขระยูนิโค้ดอยู่แล้ว (อาจเปลี่ยนแปลงในรุ่นหน้า คือรุ่น 3.0) ดังนั้นการใช้ฟังก์ชัน str() กับอักขระยูนิโค้ด จึงแสดงข้อผิดพลาด เว้นเสียแต่ว่าอักขระเหล่านั้นมีรหัส ASCII น้อยกว่า 127 คือเป็นภาษาอังกฤษธรรมดา

>>> u"abc"
u'abc'

>>> str(u"abc")
'abc'

>>> u"äöü"
u'\xe4\xf6\xfc'

>>> str(u"äöü")
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
UnicodeEncodeError: 'ascii' codec can't encode characters in position 0-2:
 ordinal not in range(128)

การแปลงรหัสอักขระไปเป็นรหัสอักขระอื่น ๆ เราใช้ฟังก์ชัน encode()

>>> u"äöü".encode('utf-8')
'\xc3\xa4\xc3\xb6\xc3\xbc'

เป็นการแปลงสตริง u"äöü" ไปเป็นสตริงแบบ utf-8

และใช้ฟังก์ชัน unicode() ในการแปลงกลับ

>>> unicode('\xc3\xa4\xc3\xb6\xc3\xbc', 'utf-8')
u'\xe4\xf6\xfc'
3.1.4 ลิสต์ (Lists)

ข้อมูลลิสต์ถือเป็นข้อเด่นที่สุดข้อหนึ่งของไพธอน เป็นการเอาข้อมูลมาจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ภายใต้เครื่องหมายวงเล็บ [] โดยข้อมูลย่อยไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดเดียวกัน

>>> a = ['spam', 'eggs', 100, 1234]
>>> a
['spam', 'eggs', 100, 1234]

การใช้ดัชนีในการอ้างถึงข้อมูลย่อยภายใน ใช้งานคล้ายกับสตริง

>>> a[0]
'spam'

>>> a[3]
1234

>>> a[-2]
100

>>> a[1:-1]
['eggs', 100]

>>> a[:2] + ['bacon', 2*2]
['spam', 'eggs', 'bacon', 4]

>>> 3*a[:3] + ['Boo!']
['spam', 'eggs', 100, 'spam', 'eggs', 100, 'spam', 'eggs', 100, 'Boo!']

แต่ต่างจากสตริงตรงที่ข้อมูลย่อยภายในสามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ โดยการอ้างจากดัชนี

>>> a
['spam', 'eggs', 100, 1234]

>>> a[2] = a[2] + 23
>>> a
['spam', 'eggs', 123, 1234]

>>> a[2] = 10
>>> a
['spam', 'eggs', 10, 1234]

กำหนดค่าเป็นช่วงสไลซ์ก็ได้

>>> # Replace some items:
... a[0:2] = [1, 12]
>>> a
[1, 12, 123, 1234]

>>> # Remove some:
... a[0:2] = []
>>> a
[123, 1234]

>>> # Insert some:
... a[1:1] = ['bletch', 'xyzzy']
>>> a
[123, 'bletch', 'xyzzy', 1234]

>>> # Insert (a copy of) itself at the beginning
... a[:0] = a
>>> a
[123, 'bletch', 'xyzzy', 1234, 123, 'bletch', 'xyzzy', 1234]

>>> # Clear the list: replace all items with an empty list
... a[:] = []
>>> a
[]

ใช้ฟังก์ชัน len() ในการหาขนาดลิสต์ (จำนวนสมาชิก)

>>> len(a)
8

ซ้อนลิสต์ในลิสต์ก็ได้

>>> q = [2, 3]
>>> p = [1, q, 4]
>>> len(p)
3

>>> p[1]
[2, 3]

>>> p[1][0]
2

>>> p[1].append('xtra')     # See section 5.1
>>> p
[1, [2, 3, 'xtra'], 4]

>>> q
[2, 3, 'xtra']

จากตัวอย่างนี้ ตัวแปร p[1] กับตัวแปร q เป็นออบเจกต์อันเดียวกัน (การใช้ลิสต์ต้องระวังตรงนี้นิดนึง)


3.2 ลองเขียนสักสคริปต์นึง (First Steps Towards Programming)

การใช้งานไพธอนง่ายตรงนี้ คือเราจะเขียนโค้ดเล็ก ๆ แล้วก็จับมาต่อ ๆ กันไป กลายเป็นสคริปต์ที่ซับซ้อนสำหรับใช้งานจริง

เริ่มด้วยโค้ดอมตะ อนุกรมฟีโบนัชชี (Fibonacci)

>>> # Fibonacci series:
... # the sum of two elements defines the next
... a, b = 0, 1

>>> while b < 10:
...       print b
...       a, b = b, a+b
... 
1
1
2
3
5
8

ความรู้ใหม่

4. คำสั่งควบคุม (More Control Flow Tools)

4.1 ประโยค if (if Statements)
4.2 ประโยค for (for Statements)
4.3 ฟังก์ชัน range() (The range() Function)
4.4 คำสั่ง break และ continue และวลี else สำหรับการวนรอบ (break and continue Statements, and else Clauses on Loops)
4.5 คำสั่ง pass (pass Statements)
4.6 นิยามฟังก์ชัน (Defining Functions)
4.7 เพิ่มเติมเรื่องฟังก์ชัน (More on Defining Functions)

เมื่อกี้ได้รู้จักคำสั่ง while แล้ว บทนี้เรามารู้จักคำสั่งควบคุมให้มากขึ้น


4.1 ประโยค if (if Statements)

>>> x = int(raw_input("Please enter an integer: "))
>>> if x < 0:
...      x = 0
...      print 'Negative changed to zero'
... elif x == 0:
...      print 'Zero'
... elif x == 1:
...      print 'Single'
... else:
...      print 'More'
...

มี elif กี่ตัวก็ได้ และมี else หรือไม่มีก็ได้ (ภาษาอื่นอาจมี switch และ case แต่ไพธอนใช้ if อย่างเดียว)


4.2 ประโยค for (for Statements)

for ของไพธอน ต่างจากภาษาอื่นเล็กน้อย ตอนวนรอบ แทนที่จะใช้ตัวนับซึ่งเป็นตัวเลข ไพธอนกลับใช้ลำดับแทน (เช่น สตริง ลิสต์ หรือทูเปิล)

>>> # Measure some strings:
... a = ['cat', 'window', 'defenestrate']
>>> for x in a:
...     print x, len(x)
... 
cat 3
window 6
defenestrate 12


4.3 ฟังก์ชัน range() (The range() Function)

ใช้สร้างลิสต์จากช่วงของตัวเลขจำนวนเต็ม

แบบง่าย

>>> range(10)
[0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9]

อาจกำหนดเป็นช่วง

>>> range(5, 10)
[5, 6, 7, 8, 9]

หรือแบบกำหนดขนาดขั้นของการเพิ่มด้วย

>>> range(0, 10, 3)
[0, 3, 6, 9]

>>> range(-10, -100, -30)
[-10, -40, -70]

ใช้ร่วมกับ len() กับลิสต์ (การทำงานกับลิสต์แบบอ้างอิงจากดัชนี จะใช้วิธีนี้เป็นปกติ)

>>> a = ['Mary', 'had', 'a', 'little', 'lamb']
>>> for i in range(len(a)):
...     print i, a[i]
...
0 Mary
1 had
2 a
3 little
4 lamb


4.4 คำสั่ง break และ continue และวลี else สำหรับการวนรอบ (break and continue Statements, and else Clauses on Loops)

คำสั่ง break ส่งผลให้หลุดจากวงรอบที่คำสั่งนี้บรรจุอยู่

ส่วน continue จะมีผลให้หยุดการทำงานที่จุดนั้น แล้วกลับไปเริ่มวนรอบใหม่

วลี else ใช้สำหรับเมื่อหลุดจากการวนแล้ว จะทำภายในบล็อคนี้หนึ่งครั้ง ยกเว้นถ้าพบคำสั่ง break

>>> for n in range(2, 10):
...     for x in range(2, n):
...         if n % x == 0:
...             print n, 'equals', x, '*', n/x
...             break
...     else:
...         # loop fell through without finding a factor
...         print n, 'is a prime number'
... 
2 is a prime number
3 is a prime number
4 equals 2 * 2
5 is a prime number
6 equals 2 * 3
7 is a prime number
8 equals 2 * 4
9 equals 3 * 3


4.5 คำสั่ง pass (pass Statements)

คำสั่ง pass ไม่ทำอะไรเลย แต่มีไว้เผื่อเวลาเราวางโครงสร้างโค้ดไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนท่อนนั้น ก็บรรจุคำสั่งนี้ไว้เพื่อให้สามารถทดสอบการรันได้

>>> while True:
...       pass # Busy-wait for keyboard interrupt
...


4.6 นิยามฟังก์ชัน (Defining Functions)

เอาตัวอย่างในการเขียนอนุกรมฟีโบนัชชีมาเขียน

>>> def fib(n):    # write Fibonacci series up to n
...     """Print a Fibonacci series up to n."""
...     a, b = 0, 1
...     while b < n:
...         print b,
...         a, b = b, a+b
... 

>>> # Now call the function we just defined:
... fib(2000)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377 610 987 1597

ฟังก์ชันขึ้นต้นด้วย def ตามด้วยชื่อฟังก์ชันและวงเล็บซึ่งบรรจุอาร์กิวเมนต์ หลังจากนี้จะเป็นบล็อคที่ต้องเยื้องย่อหน้า

บรรทัดพิเศษต่อจากชื่อฟังก์ชัน อาจใส่คำอธิบายการทำงานของฟังก์ชันได้เลย ซึ่งไพธอนจะไม่ตีความเป็นโค้ดที่จะรัน บรรทัดนี้เรียกว่า docstring

ตัวแปรในฟังก์ชันจะถือเป็นตัวแปรท้องถิ่นทั้งหมด เว้นแต่เรากำหนดให้เป็นตัวแปรส่วนรวม ซึ่งต้องกำหนดด้วยคำสั่ง global

การส่งผ่านค่าตัวแปร จะเป็นการส่งผ่านโดยค่าทั้งหมด (pass by value)

ชื่อฟังก์ชันสามารถถูกกำหนดค่าให้กับตัวแปรได้

>>> fib
<function fib at 10042ed0>

>>> f = fib
>>> f(100)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89

>>> f
<function fib at 10042ed0>

ฟังก์ชันในไพธอนจะคืนค่ากลับมาเสมอ ซึ่งปกติจะใช้คำสั่ง return VALUE แต่ในตัวอย่างข้างต้นไม่มีการคืนค่าด้วยคำสั่ง return กรณีนี้ไพธอนจะคืนค่าเป็นค่าพิเศษคือ None

>>> print fib(0)
None

จากตัวอย่างข้างต้น สามารถเขียนในรูปฟังก์ชันที่ส่งคืนค่าดังนี้

>>> def fib2(n): # return Fibonacci series up to 
...     """Return a list containing the Fibonacci series up to n.""
...     result = []
...     a, b = 0, 1
...     while b < n:
...         result.append(b)    # see below
...         a, b = b, a+b
...     return result
...
>>> f100 = fib2(100)    # call it
>>> f100                # write the result
[1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89]

ความรู้ใหม่


4.7 เพิ่มเติมเรื่องฟังก์ชัน (More on Defining Functions)

มีหลักในการกำหนดค่าอาร์กิวเมนต์คือ

4.7.1 แบบกำหนดค่าปริยาย (Default Argument Values)

เป็นการกำหนดค่าปริยายให้กับอาร์กิวเมนต์ มีรูปแบบว่าอาร์กิวเมนต์ที่จะกำหนดค่าปริยายให้ จะต้องอยู่ทางขวาเสมอ ส่วนตัวที่ไม่กำหนด จะต้องอยู่ทางซ้ายเสมอ

def ask_ok(prompt, retries=4, complaint='Yes or no, please!'):
    while True:
        ok = raw_input(prompt)
        if ok in ('y', 'ye', 'yes'): return True
        if ok in ('n', 'no', 'nop', 'nope'): return False
        retries = retries - 1
        if retries < 0: raise IOError, 'refusenik user'
        print complaint

การใช้งานเช่น ask_ok('Do you really want to quit?') หรือ ask_ok('OK to overwrite the file?', 2, 'Please answer y or n')

จากตัวอย่างหลัง retries คือ 2 และ complaint คือ 'Please answer y or n'

ในตัวอย่างนี้ มีคำใหม่คือ in เป็นการดูว่าตัวแปร ok อยู่ภายในรายการที่กำหนดหรือไม่

ข้อควรระวัง

4.7.2 แบบระบุคีย์เวิร์ด (Keyword Arguments)

เหมือนกับหัวข้อก่อนหน้า แต่ในหัวข้อนี้ เจาะจงอธิบายลักษณะที่กำหนดเป็นคีย์เวิร์ด มีรูปแบบคือ "keyword = value"

def parrot(voltage, state='a stiff', action='voom', type='Norwegian Blue'):
    print "-- This parrot wouldn't", action,
    print "if you put", voltage, "volts through it."
    print "-- Lovely plumage, the", type
    print "-- It's", state, "!"

การใช้งาน

ตัวอย่างการรายงานข้อผิดพลาดของการกำหนดค่าซ้อน

>>> def function(a):
...     pass
... 
>>> function(0, a=0)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: function() got multiple values for keyword argument 'a'

ตัวอย่างต่อไปจะแสดงให้เห็นประโยชน์ที่แท้จริงของหัวข้อนี้ คือ การระบุอาร์กิวเมนต์แบบให้ง่ายต่อการพลิกแพลง คือเราสามารถระบุอาร์กิวเมนต์แบบอ้างอิงได้ โดยมีรูปแบบคือ

def function_name(normal_parameter, *tuple_parameter, **dictionary_parameter)

ตัวอย่างคือ

def cheeseshop(kind, *arguments, **keywords):
    print "-- Do you have any", kind, '?'
    print "-- I'm sorry, we're all out of", kind
    for arg in arguments: print arg
    print '-'*40
    keys = keywords.keys()
    keys.sort()
    for kw in keys: print kw, ':', keywords[kw]

เรียกใช้ด้วยคำสั่ง

cheeseshop('Limburger', "It's very runny, sir.",
           "It's really very, VERY runny, sir.",
           client='John Cleese',
           shopkeeper='Michael Palin',
           sketch='Cheese Shop Sketch')

ในที่นี้

ผลลัพธ์คือ

-- Do you have any Limburger ?
-- I'm sorry, we're all out of Limburger
It's very runny, sir.
It's really very, VERY runny, sir.
----------------------------------------
client : John Cleese
shopkeeper : Michael Palin
sketch : Cheese Shop Sketch

ความรู้ใหม่

จากตัวอย่าง มีการเรียกใช้เมธอด sort() ในการเรียงข้อมูลดัชนี ซึ่งเป็นเมธอดของลิสต์

ลิสต์นี้ได้มาจากการหาดัชนีของดิกชันนารี keyword ได้ออกมาเป็นลิสต์ชื่อ keys ด้วยเมธอดของดิกชันนารีคือ keys()

4.7.3 การกำหนดจำนวนอาร์กิวเมนต์ที่ยืดหยุ่น (Arbitrary Argument Lists)

หากเราส่งผ่านอาร์กิวเมนต์แบบอ้างอิงซึ่งจะกลายเป็นทูเปิลแล้ว เราจะได้ความยืดหยุ่นในการกำหนดอาร์กิวเมนต์ ตัวอย่างคือ

>>> def testparm(x, *y):
...   print 'x=',x,'y=',y
...
>>> testparm('a',1,2,3)
x= a y= (1, 2, 3)

หรือ

>>> def testparm(x, *y):
...   print 'x=', x, 'y=', 
...   for i in y:
...     print i,
... 

>>> testparm('a',1,2,3)
x= a y= 1 2 3

ตัวอย่างในบทความต้นฉบับคือ

def fprintf(file, format, *args):
    file.write(format % args)
4.7.4 ถอดอาร์กิวเมนต์จากลิสต์หรือดิกชันนารี (Unpacking Argument Lists)

จากตัวอย่างก่อน ๆ ที่เรารู้เรื่องการผ่านค่าแบบอ้างอิงเป็นทูเปิลและดิกชันนารีแล้ว เราสามารถพลิกแพลงได้ เช่น ในตัวอย่างนี้ใช้ลิสต์แทนทูเปิล (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่า ลิสต์และทูเปิลสามารถใช้แทนกันได้แบบตรง ๆ)

>>> range(3, 6)             # normal call with separate arguments
[3, 4, 5]

>>> args = [3, 6]
>>> range(*args)            # call with arguments unpacked from a list
[3, 4, 5]

ตัวอย่างนี้เป็นดิกชันนารี

>>> def parrot(voltage, state='a stiff', action='voom'):
...     print "-- This parrot wouldn't", action,
...     print "if you put", voltage, "volts through it.",
...     print "E's", state, "!"
...
>>> d = {"voltage": "four million", "state": "bleedin' demised", "action": "VOOM"}
>>> parrot(**d)
-- This parrot wouldn't VOOM if you put four million volts through it. E's bleedin' demised !
4.7.5 แลมบ์ด้า (Lambda Forms)

ยืมความสามารถเรื่อง Functional Programming แบบภาษา Lisp มาใช้

โครงสร้างชวนเวียนหัวหน่อย ดูตัวอย่างดีกว่า

แบบไม่ใช้ lambda

>>> def f(x):
...   return x*2
... 
>>> f(3)
6

ใช้ lambda แบบแรก

>>> g = lambda x: x*2
>>> g(3)
6

ใช้ lambda แบบชั่วคราวจริง ๆ

>>> (lambda x: x*2)(3)
6

อีกตัวอย่างนึง ใช้ผสมกับฟังก์ชัน

>>> def make_incrementor(n):
...     return lambda x: x + n
...
>>> f = make_incrementor(42)
>>> f(0)
42

>>> f(1)
43
4.7.6 ข้อความอธิบายการทำงาน (Documentation Strings)

บรรทัดแรกถัดจากชื่อฟังก์ชัน เป็นบรรทัดพิเศษที่ใส่บรรทัดข้อความอธิบายการทำงานของฟังก์ชัน ถ้าใช้อัญประกาศสามตัว """ หรือ ''' ก็สามารถเขียนได้หลายบรรทัด

สามารถเรียกดูข้อความในบรรทัดนี้ได้จากเมธอด function_name.__doc__

ตัวอย่าง

>>> def my_function():
...     """Do nothing, but document it.
... 
...     No, really, it doesn't do anything.
...     """
...     pass
... 

>>> print my_function.__doc__
Do nothing, but document it.

    No, really, it doesn't do anything.

5. โครงสร้างข้อมูล (Data Structure)

5.1 ลิสต์อีกที (More on Lists)
5.2 ประโยค del (The del statement)
5.3 ทูเปิล (Tuples and Sequences)
5.4 เซ็ต (Sets)
5.5 ดิกชันนารี (Dictionaries)
5.6 เทคนิคการวนรอบ (Looping Techniques)
5.7 เงื่อนไข (More on Conditions)
5.8 น้ำหนักของข้อมูลแบบลำดับ (Comparing Sequences and Other Types)

บทนี้จะอธิบายเทคนิคการใช้งานข้อมูล


5.1 ลิสต์อีกที (More on Lists)

เวลาใช้งานจริง เราจะใช้ลิสต์มากหน่อย เพราะมันเปลี่ยนแปลงค่าได้ เลยทำให้มีเมธอดของลิสต์เยอะหน่อย

append(x)
เติมสมาชิกต่อท้ายลิสต์ มีค่าเทียบเท่า a[len(a):] = [x]

>>> a=[1,2,3]
>>> a.append(4)
>>> a
[1, 2, 3, 4]
extend(L)
ยกลิสต์ L ทั้งยวง ไปขยายต่อท้าย a คือ a[len(a):] = L

>>> a=[1,2,3]
>>> L=[4,5,6]
>>> a.extend(L)
>>> a
[1, 2, 3, 4, 5, 6]
insert(i, x)
แทรกสมาชิก x ในตำแหน่ง i

  • a.insert(0, x) ก็คือการไปแทรกข้างหน้า
  • a.insert(len(a), x) ก็คือการไปต่อท้าย คือ a.append(x)
>>> a=[1,2,3]
>>> a.insert(2,0)
>>> a
[1, 2, 0, 3]
remove(x)
ลบสมาชิกตัวแรกที่มีค่าเท่ากับ x ถ้าไม่มีเท่าจะเกิดข้อผิดพลาด

>>> a=[1,2,3]
>>> a.remove(2)
>>> a
[1, 3]

>>> a.remove(2)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ValueError: list.remove(x): x not in list
pop([i])
ถอดสมาชิกในตำแหน่ง i ออก ถ้าละเลยไม่ใส่ค่า i จะถอดตัวสุดท้ายออกแทน

>>> a=[1,2,3]
>>> a.pop(1)
2

>>> a
[1, 3]
index(x)
คืนค่าดัชนีของลิสต์ ตัวที่มีค่าเท่ากับ x ถ้าไม่มีค่าเท่าเลยจะแจ้งความผิดพลาด

>>> a=[1,2,3]
>>> a.index(2)
1
count(x)
นับจำนวนสมาชิกที่มีค่าเท่ากับ x

>>> a=[2,2,2,9,4,4,4,4]
>>> a.count(2)
3
sort()
จัดเรียงสมาชิก

>>> a=[1,5,4,2,3]
>>> a.sort()
>>> a
[1, 2, 3, 4, 5]
reverse()
กลับตำแหน่งสมาชิก

>>> a=[1,5,4,2,3]
>>> a.reverse()
>>> a
[3, 2, 4, 5, 1]

ตัวอย่างรวมอีกทีนึง

>>> a = [66.25, 333, 333, 1, 1234.5]
>>> print a.count(333), a.count(66.25), a.count('x')
2 1 0

>>> a.insert(2, -1)
>>> a.append(333)
>>> a
[66.25, 333, -1, 333, 1, 1234.5, 333]

>>> a.index(333)
1

>>> a.remove(333)
>>> a
[66.25, -1, 333, 1, 1234.5, 333]

>>> a.reverse()
>>> a
[333, 1234.5, 1, 333, -1, 66.25]

>>> a.sort()
>>> a
[-1, 1, 66.25, 333, 333, 1234.5]
5.1.1 ทำลิสต์เป็นสแต็ค (Using Lists as Stacks)

ถ้าจะใช้งานลิสต์แบบสแต็คคือ เข้าหลังออกก่อน ก็แค่ใช้เมธอดให้เหมาะสม คือเอาเข้าด้วย append() แล้วเอาออกด้วย pop()

>>> stack = [3, 4, 5]
>>> stack.append(6)
>>> stack.append(7)
>>> stack
[3, 4, 5, 6, 7]

>>> stack.pop()
7

>>> stack
[3, 4, 5, 6]

>>> stack.pop()
6

>>> stack.pop()
5

>>> stack
[3, 4]
5.1.2 ใช้งานลิสต์แบบคิว (Using Lists as Queues)

คือ เข้าก่อนออกก่อน ก็ใช้ append() และ pop(0) ตามลำดับ

>>> queue = ["Eric", "John", "Michael"]
>>> queue.append("Terry")           # Terry arrives
>>> queue.append("Graham")          # Graham arrives
>>> queue.pop(0)
'Eric'

>>> queue.pop(0)
'John'

>>> queue
['Michael', 'Terry', 'Graham']
5.1.3 ฟังก์ชันที่ใช้ในการโปรแกรมแบบฟังก์ชัน (Functional Programming Tools)

มี 3 ตัว (ไม่นับคำสั่ง lambda)

filter(function, sequence)
filter จะกรองข้อมูลนำเข้าใน sequence โดยเอาเฉพาะตัวที่ทำให้ function คืนค่าจริง (ไม่ใช่ศูนย์หรือ None) ไว้ งงนิดหน่อย ดูตัวอย่างดีกว่า เป็นการหาจำนวนเฉพาะ

>>> def f(x): return x % 2 != 0 and x % 3 != 0
...
>>> filter(f, range(2, 25))
[5, 7, 11, 13, 17, 19, 23]
map(function, sequence)
map จะเข้าใจง่ายกว่า คือจะเอาค่าจาก sequence ไปทำงานใน function แล้วคืนผลลัพธ์ออกมาเป็นลิสต์

>>> def cube(x): return x*x*x
...
>>> map(cube, range(1, 11))
[1, 8, 27, 64, 125, 216, 343, 512, 729, 1000]

หาก function ต้องการอาร์กิวเมนต์มากกว่าหนึ่งตัว ก็ต้องใส่ sequence ด้วยจำนวนที่เท่ากัน

>>> seq = range(8)
>>> def add(x, y): return x+y
... 
>>> map(add, seq, seq)
[0, 2, 4, 6, 8, 10, 12, 14]

>>> s2 = range(10,18)
>>> map(add, seq, s2)
[10, 12, 14, 16, 18, 20, 22, 24]

>>> s3 = range(18, 10, -1)
>>> map(add, seq, s3)
[18, 18, 18, 18, 18, 18, 18, 18]
reduce(function, sequence)
เอาข้อมูลสองตัวแรกของ sequence ไปเรียก function ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่รับอาร์กิวเมนต์สองตัว จากนั้นเอาผลลัพธ์ที่ได้กับข้อมูลถัดไปใน sequence ไปเรียก function ต่อ ๆ ไปจนหมดข้อมูล

>>> def add(x,y): return x+y
...
>>> reduce(add, range(1, 11))
55

ถ้าไม่มีข้อมูลจาก sequence จะแสดงข้อผิดพลาด

>>> reduce(add, range(0))
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: reduce() of empty sequence with no initial value

เพื่อเป็นการป้องการการผิดพลาดดังกล่าว อาจใส่อาร์กิวเมนต์ตัวที่สามซึ่งจะกลายเป็นค่าเริ่มต้นให้กับ function เพื่อป้องกันกรณีลิสต์ว่าง ดังนี้

>>> def xsum(seq):
...     def add(x,y): return x+y
...     return reduce(add, seq, 0)
... 

>>> xsum(range(1, 11))
55

>>> xsum([])
0

อาร์กิวเมนต์ที่สามของ reduce จะเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่ง reduce จะเริ่มคำนวณจากค่าเริ่มต้นและข้อมูลแรกของ sequence เป็นคู่แรก (แทนที่จะเป็นข้อมูลสองตัวแรกของ sequence) และถ้า sequence ว่างเปล่า ก็จะคืนค่าเริ่มต้นมาเลย

5.1.4 ลิสต์จากลิสต์ (List Comprehensions)

เป็นโครงสร้างเฉพาะตัวของไพธอนที่ยืมมาจากภาษา Haskell/ML ในการสร้างลิสต์ใหม่จากลิสต์ที่มีอยู่ ใช้มากในไพธอน มีรูปแบบเป็น

[f(x) for x in L [ if p(x) ] ]

แปลว่า ให้สร้างลิสต์ด้วยฟังก์ชัน f จากลิสต์ L สมาชิกต่อสมาชิก เฉพาะจากสมาชิกที่มีค่า p(x) เป็นจริง

โครงสร้างส่วนหลัง ตรงที่เป็น if ... เป็นส่วนเสริม อาจใส่หรือไม่ก็ได้

ตัวอย่าง

>>> freshfruit = ['  banana', '  loganberry ', 'passion fruit  ']
>>> [weapon.strip() for weapon in freshfruit]
['banana', 'loganberry', 'passion fruit']

>>> vec = [2, 4, 6]
>>> [3*x for x in vec]
[6, 12, 18]

>>> [3*x for x in vec if x > 3]
[12, 18]

>>> [3*x for x in vec if x < 2]
[]

>>> [[x,x**2] for x in vec]
[[2, 4], [4, 16], [6, 36]]

>>> [x, x**2 for x in vec]     # error - parens required for tuples
  File "<stdin>", line 1, in ?
    [x, x**2 for x in vec]
               ^
SyntaxError: invalid syntax

>>> [(x, x**2) for x in vec]
[(2, 4), (4, 16), (6, 36)]

>>> vec1 = [2, 4, 6]
>>> vec2 = [4, 3, -9]
>>> [x*y for x in vec1 for y in vec2]
[8, 6, -18, 16, 12, -36, 24, 18, -54]

>>> [x+y for x in vec1 for y in vec2]
[6, 5, -7, 8, 7, -5, 10, 9, -3]

>>> [vec1[i]*vec2[i] for i in range(len(vec1))]
[8, 12, -54]

>>> [str(round(355/113.0, i)) for i in range(1,6)]
['3.1', '3.14', '3.142', '3.1416', '3.14159']


5.2 ประโยค del (The del statement)

ใช้งานคล้าย ๆ pop() แต่เลือกช่วงได้ด้วย จึงต้องระบุดัชนีเสมอ

>>> a = [-1, 1, 66.25, 333, 333, 1234.5]
>>> del a[0]
>>> a
[1, 66.25, 333, 333, 1234.5]

>>> del a[2:4]
>>> a
[1, 66.25, 1234.5]

>>> del a[:]
>>> a
[]

สามารถใช้ del ในการลบตัวแปรได้ด้วย

>>> del a


5.3 ทูเปิล (Tuples and Sequences)

ทูเปิลคล้ายกับลิสต์ ต่างกันตรงเป็นข้อมูลที่สามารถกำหนดค่าได้ครั้งเดียว จึงเหมาะที่จะใช้ในงานที่ต้องการค่าคงที่

ลิสต์ใช้วงเล็บก้ามปู [] แต่ทูเปิลใช้วงเล็บธรรมดา () หรืออาจละเลยไม่ใส่ก็ได้ โดยใส่แค่จุลภาค , ตามหลังสมาชิก (แต่ต้องระวังตัวเองงงเอง)

>>> t = 12345, 54321, 'hello!'
>>> t[0]
12345

>>> t
(12345, 54321, 'hello!')

>>> # Tuples may be nested:
... u = t, (1, 2, 3, 4, 5)
>>> u
((12345, 54321, 'hello!'), (1, 2, 3, 4, 5))

ตัวอย่างการละเลยการใส่วงเล็บ ซึ่งถ้าดูผ่าน ๆ อาจสับสนได้

>>> empty = ()
>>> singleton = 'hello',    # <-- note trailing comma
>>> len(empty)
0

>>> len(singleton)    # ได้ค่าเป็น 1 เพราะเป็นทูเปิลที่มีสมาชิก 1 ตัว  
1

>>> singleton
('hello',)

การละเลยการใส่วงเล็บในตอนกำหนดค่า ไพธอนเรียกว่า การอัดข้อมูลเป็นอนุกรม (sequence packing) ในกรณีนี้คือ tuple packing (ถ้าละเลยการใส่วงเล็บแล้ว จะถือว่าเป็นข้อมูล tuple เสมอ)

t = x, y, z

และยังสามารถกำหนดค่าแบบย้อนกลับได้ อันนี้เรียกว่า การแตกข้อมูลอนุกรม (sequence unpacking)

x, y, z = t

(ซึ่งถ้าเขียนให้ถูกจริง ๆ แล้วคือ (x, y, z) = t)

และแน่นอนว่าใช้กับลิสต์ได้เช่นเดียวกัน

[x, y, z] = t


5.4 เซ็ต (Sets)

ไพธอนรุ่นหลัง เติมความสามารถเรื่องเซ็ตเข้าไป ซึ่งเซ็ตก็คือลิสต์ที่สามารถใช้งานในลักษณะเซ็ตได้ เช่น การทำยูเนียนและอินเทอร์เซกชัน เป็นต้น

>>> basket = ['apple', 'orange', 'apple', 'pear', 'orange', 'banana']
>>> fruit = set(basket)               # create a set without duplicates
>>> fruit
set(['orange', 'pear', 'apple', 'banana'])

>>> 'orange' in fruit                 # fast membership testing
True

>>> 'crabgrass' in fruit
False

>>> # Demonstrate set operations on unique letters from two words
...
>>> a = set('abracadabra')
>>> b = set('alacazam')
>>> a                                  # unique letters in a
set(['a', 'r', 'b', 'c', 'd'])

>>> a - b                              # letters in a but not in b
set(['r', 'd', 'b'])

>>> a | b                              # letters in either a or b
set(['a', 'c', 'r', 'd', 'b', 'm', 'z', 'l'])

>>> a & b                              # letters in both a and b
set(['a', 'c'])

>>> a ^ b                              # letters in a or b but not both
set(['r', 'd', 'b', 'm', 'z', 'l'])


5.5 ดิกชันนารี (Dictionaries)

เป็นชนิดข้อมูลพิเศษที่อยู่ในรูป {key: value, ...}

>>> tel = {'jack': 4098, 'sape': 4139}
>>> tel['guido'] = 4127
>>> tel
{'sape': 4139, 'guido': 4127, 'jack': 4098}

>>> tel['jack']
4098

>>> del tel['sape']
>>> tel['irv'] = 4127
>>> tel
{'guido': 4127, 'irv': 4127, 'jack': 4098}

>>> tel.keys()
['guido', 'irv', 'jack']

>>> tel.has_key('guido')
True

>>> 'guido' in tel
True

แปลงทูเปิลในลิสต์มาเป็นดิกชันนารีด้วยฟังก์ชัน dict()

>>> dict([('sape', 4139), ('guido', 4127), ('jack', 4098)])
{'sape': 4139, 'jack': 4098, 'guido': 4127}

>>> dict([(x, x**2) for x in (2, 4, 6)])     # use a list comprehension
{2: 4, 4: 16, 6: 36}

หรือหากค่าคีย์เป็นสตริงล้วน อาจกำหนดค่าแบบนี้ก็ได้ (เลียนแบบการส่งผ่านค่าไปยังฟังก์ชัน)

>>> dict(sape=4139, guido=4127, jack=4098)
{'sape': 4139, 'jack': 4098, 'guido': 4127}


5.6 เทคนิคการวนรอบ (Looping Techniques)

iteritems()
ใช้แตกค่าคู่ของดิกชันนารี

>>> knights = {'gallahad': 'the pure', 'robin': 'the brave'}
>>> for k, v in knights.iteritems():
...     print k, v
...
gallahad the pure
robin the brave
enumerate()
ใช้แปลงจากลิสต์ (หรือทูเปิล) มาเป็นดิกชันนารี ที่มีค่าคีย์เป็นตัวเลข

>>> for i, v in enumerate(['tic', 'tac', 'toe']):
...     print i, v
...
0 tic
1 tac
2 toe
zip()
ใช้จับคู่สองอนุกรม (ลิสต์หรือทูเปิลหรือผสมกัน) ที่มีจำนวนสมาชิกเท่ากัน แปลงรูปมาใช้งานแบบดิกชันนารี

>>> questions = ['name', 'quest', 'favorite color']
>>> answers = ['lancelot', 'the holy grail', 'blue']
>>> for q, a in zip(questions, answers):
...     print 'What is your %s?  It is %s.' % (q, a)
...
What is your name?  It is lancelot.
What is your quest?  It is the holy grail.
What is your favorite color?  It is blue.
reversed()
ใช้กลับค่าสมาชิก

>>> for i in reversed(xrange(1,10,2)):
...     print i
...
9
7
5
3
1
sorted()
ใช้จัดเรียงสมาชิก

>>> basket = ['apple', 'orange', 'apple', 'pear', 'orange', 'banana']
>>> for f in sorted(set(basket)):
...     print f
...     
apple
banana
orange
pear


5.7 เงื่อนไข (More on Conditions)


5.8 น้ำหนักของข้อมูลแบบลำดับ (Comparing Sequences and Other Types)
(1, 2, 3)              < (1, 2, 4)
[1, 2, 3]              < [1, 2, 4]
'ABC' < 'C' < 'Pascal' < 'Python'
(1, 2, 3, 4)           < (1, 2, 4)
(1, 2)                 < (1, 2, -1)
(1, 2, 3)             == (1.0, 2.0, 3.0)
(1, 2, ('aa', 'ab'))   < (1, 2, ('abc', 'a'), 4)

6. มอดูล (Modules)

6.1 เพิ่มเติม (More on Modules)
6.2 มอดูลมาตรฐาน (Standard Modules)
6.3 ฟังก์ชัน dir() (The dir() Function)
6.4 แพกเกจ (Packages)

ธรรมชาติของการเขียนโปรแกรมแบบมือใหม่ (มือเก่าจะวางโครงสร้างก่อน) ก็คือหัดเขียนในแบบโต้ตอบก่อน ตามมาด้วยลงไฟล์จริง พอไฟล์ใหญ่ขึ้นก็ต้องอาศัยมอดูลเพื่อเอาไว้เก็บพวกฟังก์ชันที่ต้องเรียกใช้ซ้ำ ๆ กัน พูดง่าย ๆ คือมอดูลคือที่เก็บฟังก์ชันเพื่อให้เรียกใช้สะดวก

ใช้ประโยค import module_name ในการเรียกใช้

ชื่อมอดูลจะถูกเก็บไว้ในตัวแปรส่วนรวม (เฉพาะในมอดูล) ชื่อ __name__

สมมุติเราสร้างมอดูลเป็นไฟล์ชื่อ fibo.py (ให้อยู่ในไดเรกทอรีปัจจุบัน) มีเนื้อไฟล์ว่า

# Fibonacci numbers module

def fib(n):    # write Fibonacci series up to n
    a, b = 0, 1
    while b < n:
        print b,
        a, b = b, a+b

def fib2(n): # return Fibonacci series up to n
    result = []
    a, b = 0, 1
    while b < n:
        result.append(b)
        a, b = b, a+b
    return result

เริ่มต้นใช้งานว่า

>>> import fibo

เรียกใช้งานฟังก์ชันโดย

>>> fibo.fib(1000)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377 610 987

>>> fibo.fib2(100)
[1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89]

>>> fibo.__name__
'fibo'

เพื่อให้กระชับ เราสามารถกำหนดค่าตัวแปรแทนเมธอดในมอดูลได้

>>> fib = fibo.fib
>>> fib(500)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377


6.1 เพิ่มเติม (More on Modules)

6.1.1 การค้นหาพาธของมอดูล (The Module Search Path)

การค้นพาธที่ว่า สามารถดูได้จากตัวแปร sys.path ในไพธอน ซึ่งในทางปฏิบัติเราสามารถแก้ไขได้จากในโปรแกรม ทำให้การเขียนโปรแกรมมีความยืดหยุ่น

6.1.2 ไฟล์ที่ถูกแปลแล้ว (Compiled Python files)

ไพธอนเร่งความเร็วตอนเริ่มโปรแกรมด้วยการแปล (compile) เอาไว้ เช่นถ้าเรามีไฟล์ชื่อ spam.py ถ้าไฟล์นี้ถูกอิมพอร์ต ไพธอนจะคอมไพล์แล้วเก็บในชื่อ spam.pyc ซึ่งไฟล์นี้จะไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการ หมายความว่าเราสามารถคัดลอกไฟล์นามสกุล .pyc ไปใช้กับเครื่องต่างระบบได้เลย

สำหรับเซียน


6.2 มอดูลมาตรฐาน (Standard Modules)

ไพธอนมีมอดูลมาตรฐานเยอะมาก ดูได้จาก บรรณสารของไพธอน (Python Library Reference) มอดูลหลายตัวเป็นมอดูลของระบบ บางตัวอาจเรียกใช้ได้ในบางสถานะ

ตัวอย่างเช่น มอดูล sys ซึ่งเป็นมอดูลระบบ


6.3 ฟังก์ชัน dir() (The dir() Function)

ฟังก์ชัน dir() ใช้ดูว่ามอดูลนั้นประกอบไปด้วยรายชื่อ (คือตัวแปร มอดูล ฟังก์ชัน คลาส หรืออะไรก็ตามที่เราสร้างไว้) อะไรบ้าง เก็บค่าเป็นลิสต์

>>> import fibo, sys
>>> dir(fibo)
['__name__', 'fib', 'fib2']

>>> dir(sys)
['__displayhook__', '__doc__', '__excepthook__', '__name__', '__stderr__',
 '__stdin__', '__stdout__', '_getframe', 'api_version', 'argv', 
 'builtin_module_names', 'byteorder', 'callstats', 'copyright',
 'displayhook', 'exc_clear', 'exc_info', 'exc_type', 'excepthook',
 'exec_prefix', 'executable', 'exit', 'getdefaultencoding', 'getdlopenflags',
 'getrecursionlimit', 'getrefcount', 'hexversion', 'maxint', 'maxunicode',
 'meta_path', 'modules', 'path', 'path_hooks', 'path_importer_cache',
 'platform', 'prefix', 'ps1', 'ps2', 'setcheckinterval', 'setdlopenflags',
 'setprofile', 'setrecursionlimit', 'settrace', 'stderr', 'stdin', 'stdout',
 'version', 'version_info', 'warnoptions']

ใช้ dir() เฉย ๆ จะดูรายชื่อในสภาพแวดล้อมของปัจจุบัน

>>> a = [1, 2, 3, 4, 5]
>>> import fibo
>>> fib = fibo.fib
>>> dir()
['__builtins__', '__doc__', '__file__', '__name__', 'a', 'fib', 'fibo', 'sys']

เพื่อไม่ให้รกรุงรัง dir() จึงไม่ยอมดูฟังก์ชันบิลต์อิน (build-in function) ของไพธอนให้ แต่ถ้าเราอยากดู ต้องเรียกผ่านมอดูล __builtin__

>>> import __builtin__
>>> dir(__builtin__)
['ArithmeticError', 'AssertionError', 'AttributeError', 'DeprecationWarning',
 'EOFError', 'Ellipsis', 'EnvironmentError', 'Exception', 'False',
 'FloatingPointError', 'FutureWarning', 'IOError', 'ImportError',
 'IndentationError', 'IndexError', 'KeyError', 'KeyboardInterrupt',
 'LookupError', 'MemoryError', 'NameError', 'None', 'NotImplemented',
 'NotImplementedError', 'OSError', 'OverflowError', 
 'PendingDeprecationWarning', 'ReferenceError', 'RuntimeError',
 'RuntimeWarning', 'StandardError', 'StopIteration', 'SyntaxError',
 'SyntaxWarning', 'SystemError', 'SystemExit', 'TabError', 'True',
 'TypeError', 'UnboundLocalError', 'UnicodeDecodeError',
 'UnicodeEncodeError', 'UnicodeError', 'UnicodeTranslateError',
 'UserWarning', 'ValueError', 'Warning', 'WindowsError',
 'ZeroDivisionError', '_', '__debug__', '__doc__', '__import__',
 '__name__', 'abs', 'apply', 'basestring', 'bool', 'buffer',
 'callable', 'chr', 'classmethod', 'cmp', 'coerce', 'compile',
 'complex', 'copyright', 'credits', 'delattr', 'dict', 'dir', 'divmod',
 'enumerate', 'eval', 'execfile', 'exit', 'file', 'filter', 'float',
 'frozenset', 'getattr', 'globals', 'hasattr', 'hash', 'help', 'hex',
 'id', 'input', 'int', 'intern', 'isinstance', 'issubclass', 'iter',
 'len', 'license', 'list', 'locals', 'long', 'map', 'max', 'min',
 'object', 'oct', 'open', 'ord', 'pow', 'property', 'quit', 'range',
 'raw_input', 'reduce', 'reload', 'repr', 'reversed', 'round', 'set',
 'setattr', 'slice', 'sorted', 'staticmethod', 'str', 'sum', 'super',
 'tuple', 'type', 'unichr', 'unicode', 'vars', 'xrange', 'zip']


6.4 แพกเกจ (Packages)

เวลามีมอดูลที่เราสร้างขึ้นเยอะ เราจะจัดกลุ่มให้ไปรวมในไดเรกทอรีต่างหาก (ทำเหมือนเวลาเรามีไฟล์เยอะ ๆ แล้วเราจะจัดระเบียบไฟล์ ในระบบไฟล์เรียงไดเรกทอรีด้วย / เช่น dira/dirb แต่ไพธอนเรียงด้วย . เช่น pa.pb) ไพธอนเรียกวิธีจัดการกลุ่มมอดูลนี้ว่า แพกเกจ ซึ่งชื่อแพกเกจก็คือชื่อไดเรกทอรีนั่นเอง

สมมุติว่าเราสร้างมอดูลที่ใช้จัดการเสียง (เพลง) ขึ้นมามอดูลหนึ่ง การทำงานมีทั้ง การจัดการรูปแบบไฟล์เสียง มีทั้งการปรุงแต่งเสียง และมีทั้งการกรองเสียง ซึ่งต้องอาศัยการทำงานที่ต่างกัน เราควรเขียนโค้ดแยกแต่ละส่วนออกจากกัน และจัดรวมเป็นแพกเกจ แพกเกจเราจะมีโครงสร้างดังนี้

Sound/                          Top-level package
      __init__.py               Initialize the sound package
      Formats/                  Subpackage for file format conversions
              __init__.py
              wavread.py
              wavwrite.py
              aiffread.py
              aiffwrite.py
              auread.py
              auwrite.py
              ...
      Effects/                  Subpackage for sound effects
              __init__.py
              echo.py
              surround.py
              reverse.py
              ...
      Filters/                  Subpackage for filters
              __init__.py
              equalizer.py
              vocoder.py
              karaoke.py
              ...

เมื่อแพกเกจเราถูกอิมพอร์ต ไพธอนก็จะค้นพาธจาก sys.path เมื่อพบแล้วก็จัดการคอมไพล์เพื่อจะถูกเรียกใช้ต่อไป

ไฟล์ __init__.py ใช้บอกไพธอนว่า ในไดเรกทอรีนี้เป็นแพกเกจ ซึ่งไฟล์นี้อาจเป็นไฟล์เปล่า ๆ ก็ได้ หรืออาจบรรจุโค้ดที่ใช้เริ่มงานแพกเกจ หรืออาจใส่ค่าตัวแปร __all__ ที่จะใช้บอกว่าแพกเกจนี้จะต้องโหลดมอดูลไหนบ้าง

เวลาเรียกใช้ เราอาจเลือกเรียกเฉพาะมอดูลที่ต้องการก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกทั้งหมด

เรียกใช้ได้สองแบบ

หมายเหตุ

6.4.1 เข้าใจการอิมพอร์ต (Importing * From a Package)

เวลาถูกเรียกอิมพอร์ต ไพธอนใช้ตัวแปร __all__ ในไฟล์ __init__.py สำหรับระบุว่าในแพกเกจนี้จะต้องเรียกใช้งานมอดูลไหนบ้าง (แทนการดูจากชื่อไฟล์ในไดเรกทอรีเพราะมีข้อจำกัดมากสำหรับระบบปฏิบัติการที่หลากลาย)

เช่น ในไฟล์ Sounds/Effects/__init__.py อาจมีเนื้อไฟล์เป็น

__all__ = ["echo", "surround", "reverse"]

นั่นคือเมื่อไพธอนพบคำสั่งว่า from Sound.Effects import * เขาจะอิมพอร์ตมอดูลทั้งสามตัวเข้ามา

แต่ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่าให้กับ __all__ เวลาไพธอนพบคำสั่ง from Sound.Effects import * เขาจะเพียงแค่รันไฟล์ __init__.py และรับรู้ว่ามีมอดูลอะไรในแพกเกจบ้างเท่านั้น (ไม่ได้คอมไพล์และอิมพอร์ตมอดูลเข้ามาใน namespace เพื่อเตรียมพร้อมจริง ๆ)

หากใช้ในรูปแบบของ from package import module ควรระวังเรื่องชื่อมอดูลหรือฟังก์ชันซ้ำ อาจทำให้เรียกใช้ผิด

6.4.2 การอ้างถึงกันระหว่างมอดูลในแพกเกจ Intra-package References

มีหลักอยู่ว่า

6.4.3 หนึ่งแพกเกจหลายไดเรกทอรี (Packages in Multiple Directories)

ต้องใส่ชื่อไดเรกทอรีที่บรรจุมอดูลย่อยไว้ในตัวแปรพิเศษชื่อ __path__ ซึ่งเป็นลิสต์ เก็บค่าพาธของมอดูลย่อยไว้

7. การอ่านและเขียนข้อมูล (Input and Output)

7.1 การจัดรูปแบบเอาต์พุต (Fancier Output Formatting)
7.2 การอ่านเขียนไฟล์ (Reading and Writing Files)


7.1 การจัดรูปแบบเอาต์พุต (Fancier Output Formatting)

สามารถจัดรูปแบบได้สองแบบหลัก คือใช้ฟังก์ชัน และใช้ตัวกระทำ %

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชันแปลงเป็นตัวอักขระ str() ซึ่งให้คนอ่านง่าย หรือแปลงแบบดิบ repr() คือให้ระบบอ่าน (สามารถเขียนอีกแบบภายใต้เครื่องหมาย `...`)

>>> s = 'Hello, world.'
>>> str(s)
'Hello, world.'

>>> repr(s)
"'Hello, world.'"

>>> str(0.1)
'0.1'

>>> repr(0.1)
'0.10000000000000001'

>>> x = 10 * 3.25
>>> y = 200 * 200
>>> s = 'The value of x is ' + repr(x) + ', and y is ' + repr(y) + '...'
>>> print s
The value of x is 32.5, and y is 40000...

>>> # The repr() of a string adds string quotes and backslashes:
... hello = 'hello, world\n'
>>> hellos = repr(hello)
>>> print hellos
'hello, world\n'

>>> # The argument to repr() may be any Python object:
... repr((x, y, ('spam', 'eggs')))
"(32.5, 40000, ('spam', 'eggs'))"

>>> # reverse quotes are convenient in interactive sessions:
... `x, y, ('spam', 'eggs')`
"(32.5, 40000, ('spam', 'eggs'))"

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน repr() ร่วมกับเมธอดจัดชิดขวาของสตริง rjust() เทียบกับการใช้ตัวกระทำจัดรูปแบบ %

>>> for x in range(1, 11):
...     print repr(x).rjust(2), repr(x*x).rjust(3),
...     # Note trailing comma on previous line
...     print repr(x*x*x).rjust(4)
...
 1   1    1
 2   4    8
 3   9   27
 4  16   64
 5  25  125
 6  36  216
 7  49  343
 8  64  512
 9  81  729
10 100 1000

>>> for x in range(1,11):
...     print '%2d %3d %4d' % (x, x*x, x*x*x)
... 
 1   1    1
 2   4    8
 3   9   27
 4  16   64
 5  25  125
 6  36  216
 7  49  343
 8  64  512
 9  81  729
10 100 1000

ลองดูเมธอด zfill() บ้าง

>>> '12'.zfill(5)
'00012'

>>> '-3.14'.zfill(7)
'-003.14'

>>> '3.14159265359'.zfill(5)
'3.14159265359'

เทียบกับการใช้ %

>>> import math
>>> print 'The value of PI is approximately %5.3f.' % math.pi
The value of PI is approximately 3.142.

อีกอันนึงเป็นการจัดชิดขอบซ้ายขวาด้วย %

>>> table = {'Sjoerd': 4127, 'Jack': 4098, 'Dcab': 7678}
>>> for name, phone in table.items():
...     print '%-10s ==> %10d' % (name, phone)
... 
Jack       ==>       4098
Dcab       ==>       7678
Sjoerd     ==>       4127

พิเศษนิดนึงสำหรับตัวจัดรูปสตริง %s คือถ้าข้อมูลไม่อยู่ในรูปสตริง เขาจะแปลงอัตโนมัติด้วยฟังก์ชัน str()

>>> print "%s %s %s" % (1, True, None)
1 True None

พิเศษกว่านั้น ถ้าข้อมูลเป็นดิกชันนารี ยังใช้รูปแบบ %(name)format ได้อีกด้วย

>>> table = {'Sjoerd': 4127, 'Jack': 4098, 'Dcab': 8637678}
>>> print 'Jack: %(Jack)d; Sjoerd: %(Sjoerd)d; Dcab: %(Dcab)d' % table
Jack: 4098; Sjoerd: 4127; Dcab: 8637678


7.2 การอ่านเขียนไฟล์ (Reading and Writing Files)

เปิดไฟล์ด้วยฟังก์ชัน open(filename, mode) ได้ค่าเป็น ไฟล์ออบเจกต์

>>> f=open('/tmp/workfile', 'w')
>>> print f
<open file '/tmp/workfile', mode 'w' at 80a0960>

mode มีค่าได้ดังนี้

สำหรับเครื่องวินโดวส์และแมคอินทอช จะมีการเปิดแบบไบนารีด้วย ดังนั้นจะมีโหมดเพิ่มคือ 'rb' 'wb' และ 'r+b'

การจัดการไฟล์ระหว่างการเปิดแบบอักขระกับการเปิดแบบไบนารีคือ ในการเปิดแบบอักขระ ระบบจะเติมการจบบรรทัดด้วยอักขระพิเศษเพิ่มเข้าไป ทำให้เกิดปัญหาถ้าไฟล์นั้นเป็นไฟล์ไบนารี

7.2.1 เมธอดที่ใช้ (Methods of File Objects)
f.read([ size ])
ถ้าไม่ระบุขนาดไบต์หรือขนาดเป็นลบ เขาจะอ่านทั้งไฟล์ ถ้าอ่านไฟล์จนหมดแล้ว จะคืนค่าเป็นอักขระว่าง ("")

>>> f.read()
'This is the entire file.\n'

>>> f.read()
''
f.readline()
อ่านหนึ่งบรรทัด คืออ่านจนพบอักขระ \n ถ้าอ่านไฟล์จนหมดแล้ว จะคืนค่าเป็นอักขระว่าง ("")

>>> f.readline()
'This is the first line of the file.\n'

>>> f.readline()
'Second line of the file\n'

>>> f.readline()
''
f.readlines()
อ่านทั้งไฟล์โดยแยกแต่ละบรรทัดเป็นแต่ละสมาชิกในลิสต์

>>> f.readlines()
['This is the first line of the file.\n', 'Second line of the file\n']
for line in f:
อันนี้ไม่ใช่เมธอด แต่เป็นประโยคการเขียนแบบพิเศษ ที่ใช้เป็นปกติในไพธอน อ่านโค้ดง่าย และเหมาะสมในการใช้งานจริง

>>> for line in f:
        print line,
This is the first line of the file.
Second line of the file
f.write(string)
เขียนสตริงก์ลงไฟล์ คืนค่าเป็น None

>>> f.write('This is a test\n')

ถ้าข้อมูลไม่ได้อยู่ในรูปสตริง ต้องแปลงก่อน

>>> value = ('the answer', 42)
>>> s = str(value)
>>> f.write(s)
f.tell()
ใช้บอกตำแหน่งปัจจุบันของไฟล์ นับจากต้นไฟล์
f.seek(offset [, from_what])
ใช้ตั้งตำแหน่งที่จะอ่านเขียนไฟล์ offset คือจำนวนไบต์ from_what คือตำแหน่งอ้างอิง

  • 0 หรือ ไม่ใส่ คือเทียบจากต้นไฟล์
  • 1 คือ จากตำแหน่งปัจจุบัน
  • 2 คือ จากท้ายไฟล์
>>> f = open('/tmp/workfile', 'r+')
>>> f.write('0123456789abcdef')
>>> f.seek(5)     # Go to the 6th byte in the file
>>> f.read(1)        
'5'

>>> f.seek(-3, 2) # Go to the 3rd byte before the end
>>> f.read(1)
'd'
f.close()
ปิดการทำงานกับไฟล์นั้น ถ้าปิดแล้วกลับมาอ่านอีกจะเกิดข้อผิดพลาด

>>> f.close()
>>> f.read()
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ValueError: I/O operation on closed file
7.2.2 ปิกเกิล (The pickle Module)

เป็นการเก็บออบเจกต์ลงไฟล์แบบไร้ข้อจำกัด ดูเรื่องปิกเกิลในบรรณสารของไพธอน

ขั้นตอนการทำงานคือ ไพธอนจะแปลงออบเจกต์เป็นสตริงก่อน เรียกว่าปิกกลิง (pickling) เวลานำกลับจะแปลงสตริงนั้นกลับเป็นออบเจกต์อีกที เรียกว่า อันปิกกลิง (unpickling)

ตัวอย่างการใช้งาน สมมุติว่ามีออบเจกต์ x ที่เราต้องการเก็บ ลงไว้ในไฟล์ที่เปิดไว้แล้ว คือไฟล์ออบเจกต์ f รูปแบบคือ

pickle.dump(x, f)

เวลานำกลับก็ใช้ว่า (f ต้องถูกเปิดอยู่ก่อนแล้ว)

x = pickle.load(f)

8. ข้อผิดพลาดและสิ่งผิดปรกติ (Errors and Exceptions)

8.1 ข้อผิดพลาดทางโครงสร้างประโยค (Syntax Errors)
8.2 สิ่งผิดปรกติตอนทำงาน (Exceptions)
8.3 การจัดการสิ่งผิดปรกติ (Handling Exceptions)
8.4 การป่าวสิ่งผิดปรกติ (Raising Exceptions)
8.5 สร้างชนิดสิ่งผิดปรกติเอง (User-defined Exceptions)
8.6 เก็บกวาดปิดท้าย (Defining Clean-up Actions)
8.7 การเก็บกวาดที่มีไว้ให้ (Predefined Clean-up Actions)

ข้อผิดพลาดมีสองแบบคือ ผิดทางโครงสร้างประโยค (syntax errors) หรือเกิดสิ่งผิดปรกติตอนโปรแกรมทำงาน (exceptions)


8.1 ข้อผิดพลาดทางโครงสร้างประโยค (Syntax Errors)

มือใหม่ต้องเจอทุกคน

>>> while True print 'Hello world'
  File "<stdin>", line 1, in ?
    while True print 'Hello world'
                   ^
SyntaxError: invalid syntax

ในที่นี้คือตก : หลัง True

ข้อผิดพลาดแบบนี้ต้องตามไปแก้ในโค้ดอย่างเดียว


8.2 สิ่งผิดปรกติตอนทำงาน (Exceptions)

เกิดตอนรัน

>>> 10 * (1/0)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ZeroDivisionError: integer division or modulo by zero

>>> 4 + spam*3
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
NameError: name 'spam' is not defined

>>> '2' + 2
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: cannot concatenate 'str' and 'int' objects

บรรทัดสุดท้ายเป็นการบอกว่าผิดเรื่องอะไร

จากตัวอย่าง จะเห็นว่าผิดอยู่สามเรื่องคือ ZeroDivisionError, NameError และ TypeError สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่